หน้าแรก เศรษฐกิจ เอสเอ็มอี ชี้...

เอสเอ็มอี ชี้ 4 ปมเสี่ยง สหรัฐรีดภาษีต่อ แนะ 12 สินค้าเปราะบาง อย่าชะล่าใจ จากนี้จะเห็น ทรัมป์ ผู้ไม่แพ้

23.02.26 | 13:27 น.

เอสเอ็มอี ชี้ 4 ปมเสี่ยง สหรัฐรีดภาษีต่อ แนะ 12 สินค้าเปราะบาง อย่าชะล่าใจ จากนี้จะเห็น ทรัมป์ ผู้ไม่แพ้

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ศาลสูงสุดสหรัฐมีคำตัดสินคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ให้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้า ซึ่งเป็นนโยบายตอบโต้ทางการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโลกและไทย ที่จะเป็นโอกาสในการพลิกผัน สู่ความเชื่อมั่นในการค้าการลงทุนเพิ่มขึ้น เป็นโอกาสทั้งผู้นำเข้า ผู้บริโภคของสหรัฐและผู้ส่งออกตลอดจนห่วงโซ่ซัพพลายเชน ที่จะลดแรงกดดันจากสงครามกำแพงภาษีการค้าในระดับหนึ่ง

ขณะที่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ยังเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ยังต้องปรับตัวและมุ่งเป้าโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เพิ่มผลิตภาพ มุ่งเน้นคุณภาพและมูลค่าเพิ่ม มากขึ้น การสร้างหุ้นส่วนพันธมิตรการส่งออกสินค้า การส่งออกสู่ตลาดใหม่ การพึ่งพาวัตถุดิบปัจจัยการผลิตต่างๆภายในประเทศเพิ่มขึ้น รวมทั้งกลยุทธ์การส่งเสริมการลงทุนที่จะสามารถกระจายเชื่อมโยงไปตามพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เกิดเร็วยิ่งขึ้น ยกเครื่องการบริการภาครัฐ และให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเติบโตเศรษฐกิจท้องถิ่นและฐานราก

นายแสงชัย กล่าวว่า สิ่งที่ต้องติดตาม และประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ คือ 1.การตอบโต้ด้วยมาตรการอื่นที่มีอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อทดแทนมาตรการเดิมที่จะส่งผลกระทบต่อการเขย่าเศรษฐกิจโลก และกระชับฐานอำนาจตนเองให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น 2.นโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการค้าและสงครามภูมิรัฐศาสตร์อื่นๆที่อาจเพิ่มขึ้น

3.ความขัดแย้งทางการเมืองและประชาชนสหรัฐภายในประเทศด้านนโยบายภาษีการค้าของสภาสหรัฐและนโยบายอื่น 4.แนวโน้มการบังคับใช้กฎหมายทางกระบวนการยุติธรรมและการดำเนินคดีต่อเนื่องกับประธานาธิบดีทรัมป์ ในกรณีการการจัดเก็บภาษีโดยไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากร รวมทั้งสถานการณ์ เศรษฐกิจและสังคมของสหรัฐอเมริกาที่อาจมีความผันผวน

Advertisement

ตลอดจนรูปแบบการคืนเงินทั้งในและต่างประเทศที่อาจนำมาซึ่ง ภาระการคืนภาษีและความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจสหรัฐการค้าการลงทุนที่อ่อนไหว เพราะสุดท้ายผลกระทบ 1 ปีผ่านมา สหรัฐ อเมริกา และโลกได้อะไรจากกำแพงภาษีการค้าและนโยบายอื่นๆของทรัมป์ ซึ่งไม่ได้เดือดร้อนเฉพาะประเทศคู่ค้ากับสหรัฐ แต่ กระทบทั้งผู้นำเข้าและผู้บริโภคสหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิตร่วมด้วยเช่นกัน

นายแสงชัย กล่าวว่า ด้านเอสเอ็มอีไทยและผู้ประกอบการไทย ในภาคการส่งออกไปยังสหรัฐยังมีความเปราะบางและไม่ประมาท ไม่ควรชะล่าใจ แม้จะส่งผลบวกต่อ 12 สินค้าเสี่ยงสูงของเอสเอ็มอีไทยที่กระทบจากกำแพงภาษี มูลค่ากว่า 126,507 ล้านบาท และจากฐานข้อมูลปี 2567 สัดส่วนการส่งออกของเอสเอ็มอีไทยไปสหรัฐ 11.1% ของการส่งออกจากเอสเอ็มอีไทย ทั้งหมด เป็นอันดับ 4 รองมาจากอันดับที่ 1 ฮ่องกง 26.8% อันดับที่ 2 จีน 17.4% และอันดับที่ 3 อินเดีย 13.1% แต่มูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐในภาพรวมทั้งหมดเป็นอันดับที่ 1 ที่ 18.3%

สิ่งที่สะท้อนจากข้อมูล สสว. คือ จำนวนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ปี 2556 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2568 พบว่า รายย่อย ส่งออกปี 2556 จำนวน 333 ราย ปี2568 จำนวน 658 เพิ่มขึ้น ขณะที่รายย่อม ส่งออกปี 2556 จำนวน 2,082 ราย ปี 2568 จำนวน 1,967 ราย ลดลงและรายกลาง ส่งออกปี 2556 จำนวน 1,556 ราย ปี 2568 จำนวน 1,636 ราย เพิ่มขึ้น ซึ่งภาพรวมจำนวนเอสเอ็มอี ส่งออกไปสหรัฐ 3,971 รายในปี 2556 เพิ่มขึ้นเป็น 4,261 รายในปี 2568

นายแสงชัย กล่าวว่า ดังนั้น ภาครัฐคงยังต้องมีแผนเร่งส่งเสริมการ ปรับเปลี่ยนเชิงรุกและต้องมีกลยุทธ์รูปแบบในการบังคับใช้ ติดตามและแก้ไขกฎหมายระเบียบต่างๆให้ทันสมัยต่อการ เปลี่ยนแปลงรูปแบบพลวัตรการค้าการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงและใช้ช่องว่าง กฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนร่วมกับ ผู้ประกอบการไทยบางรายทำลายเศรษฐกิจในระบบอีกทั้งเกษตรกรและเอสเอ็มอี ยังเผชิญสภาวะเสี่ยงจากทุนเทาผิดกฎหมาย นอมินีต่างชาติแข่งขันไม่เป็นธรรม ล้งเกษตรต่างชาติกลืนกินเกษตรกรไทยและมีอำนาจต่อรองเหนือตลาด การออกแบบกลยุทธ์การตลาด (ภายนอก) ยืดหยุ่นแต่ (ภายใน) เข้มแข็งและการพลิกวิกฤตอาหารโลกเป็นโอกาสขุมพลังอำนาจอาหารไทยของไทยที่จะต้องหันมาพึ่งพาไทย คือ อีกหนึ่งทางรอดประเทศไทยที่ต้องปรับโครงสร้าง ภาคการเกษตรและห่วงโซ่คุณค่าทั้งระบบสร้าง

ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร ที่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงก้าวข้ามกับดัก ความยากจนและหนี้รุมเร้า เอสเอ็มอีกับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจ “Technology and Innovation driven enterprises; TIDEs” พลิกเศรษฐกิจฐานรากสู่ฐานรายได้บนด้วยคุณภาพ (Quality and standard) ผลิตภาพ (Productivity) ภาพลักษณ์ (Branding and image) ใช้ประโยชน์มาตรการและสร้างการเข้าถึงกลไกภาครัฐที่เพิ่มขึ้นและเชื่อมโยงความร่วมมือ ระหว่างหน่วนงานรัฐกับหน่วยงานรัฐ (G:G) และหน่วยงานรัฐกับภาคเอกชนร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ (G:P) หรือ Triple Helix Model เพื่อทำงานอย่างสอดประสานและสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมให้เห็นถึงปัญหา ความเสี่ยง โอกาสและกลยุทธ์ที่เรา จะมุ่งเป้าไปด้วยกัน

นายแสงชัย กล่าวว่า ประเทศไทยกับกลยุทธ์ 5Rs สู่ “Quick Big Change” เพื่อ “Quick Big Win” ไปด้วยกัน คือ Recharge เติมและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ การแก้ปัญหาต้นทุนผู้ประกอบการ ค่าครองชีพประชาชน และกับดักหนี้ทั้งหนี้เสียและ หนี้นอกระบบรวมทั้งการเข้าถึงแหล่งทุนให้เอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น, Rebalance กระจายความเสี่ยงและโอกาสทางการค้าลด การพึ่งพาตลาดเดียว รุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและสร้างความร่วมมือทางการค้าที่เป็นมิตร ส่งเสริม FTA ที่สร้างผลประโยชน์ ร่วมกัน, Resilience ส่งเสริมการใช้ทรัพยากร วัตถุดิบ ปัจจัยการผลิตในประเทศให้มากที่สุดเพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ หรือการนำเข้า สร้างความเข้มแข็งของอัตลักษณ์สินค้าและบริการของประเทศไทย “Thailand Branding”

รวมทั้งการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อส่งเสริมระบบตรวจสอบย้อนกลับวัตถุดิบและสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน, Revalue ยกระดับมูลค่า เพิ่มสินค้า เกษตรกรและธุรกิจเอสเอ็มอี การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมทั้งความสร้างสรรค์และนวัตกรรม เพื่อการเปลี่ยน ผ่านเกษตรกรและเอสเอ็มอีไทย การเข้าถึงการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสากล รวมทั้งการมุ่งให้ความสำคัญ ประยุกต์ใช้ ESG หรือ เศรษฐกิจพอเพียงสู่ความยั่งยืน และ Restructure ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมใหม่

การสร้างระบบนิเวศ การลงทุนใหม่ อาทิ การใช้ประโยชน์การลงทุนรัฐร่วมเอกชน PPP เพื่อ Scale up ธุรกิจที่มีผลกระทบสูง ของประเทศและสร้าง การมีส่วนร่วมกับเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น การส่งเสริมระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ 4 ภูมิภาคให้เกิดการ เชื่อมโยง FDI และเตรียม ความพร้อม Value supply chain ในประเทศให้รองรับมากขึ้น การพลิกโฉมผู้นำพลังงานสะอาดของภูมิภาคสร้างเศรษฐกิจ พลังงานสีเขียวพึ่งพาตนเอง

“ต่อจากนี้ไปเราจะเห็นภาพทรัมป์ผู้ไม่ยอมแพ้และไม่ยอมถอย สู้ศึกทั้งในประเทศและปะทะศึกนอกประเทศอย่าง เข้มข้น ประเทศมหาอำนาจกำลังเผชิญชะตากรรมระหว่าง “ผู้นำที่คิดว่าตนเองมีอำนาจล้นเหลือกับตราชั่งความยุติธรรมที่จะปกป้องกฎหมายและประเทศให้รอดจากวิกฤตนโยบายผู้นำพาโลกสั่นคลอน” นายแสงชัย กล่าว