หน้าแรก เศรษฐกิจ ส่งออกไทย ม.ค...

ส่งออกไทย ม.ค. ทุบสถิติ ทะลุ 9.8 แสนล้าน นำเข้าพุ่งสูงสุด เฝ้าระวัง ทรัมป์ ใช้ภาษีตอบโต้

23.02.26 | 14:59 น.

ส่งออกไทย ม.ค. ทุบสถิติ ทะลุ 9.8 แสนล้าน นำเข้าพุ่งสูงสุด เฝ้าระวัง ทรัมป์ ใช้ภาษีตอบโต้

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่า 31,573.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 980,744 ล้านบาท ขยายตัว 24.4% เทียบเดือนมกราคมปีก่อน และเป็นอัตราขายตัวสูงสุดรอบ 4 ปี แง่มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ส่งออกขยายตัวที่ 20.9% ส่วนการนำเข้าเดือนมกราคม มีมูลค่า 34,876.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 29.4 % มูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ทำให้ไทยขาดดุลการค้า 3,303.4 ล้านเหรียญสหรัฐ

สาเหตุที่ทำให้การส่งออกไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง และทำสถิติสูงสุด มาจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เติบโตก้าวกระโดด โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ขยายตัว 68.2% ตลาดหลักคือ สหรัฐฯ จีน และเนเธอร์แลนด์ สอดรับกับกระแส AI Data Centers ขณะที่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และส่วนประกอบ ขยายตัว 9.8% อัญมณี-เครื่องประดับ ขยายตัวสูงอยู่มาก ส่วนสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป อาทิ ทุเรียน มังคุด ข้าวหอมมะลิ และกุ้งแช่แข็ง เริ่มกลับมาขยายตัวได้ดี

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า สำหรับรายละเอียดการส่งออก สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 1.8% โดยสินค้าเกษตร ลด 1.8% และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ลด 1.7% โดยมีสินค้าสำคัญที่ลดลง ได้แก่ ยางพารา ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และน้ำตาลทราย ส่วนสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ไก่แปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 29.8%

โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงสวิตซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า และสินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม

Advertisement

ด้านตลาดส่งออกสำคัญ ยังขยายตัวระดับสูงและครอบคลุมเกือบทุกตลาดสำคัญ โดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี เป็นกลุ่มสินค้าที่ขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดใหญ่ ทั้งสหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป และอาเซียน โดยกลุ่มตลาดหลัก ขยายตัว 24.1% อาทิ สหรัฐฯ 43.1% จีน 35.1% ญี่ปุ่น2.7% สหภาพยุโรป 17.8% และอาเซียน 29.8% กลุ่มตลาดรอง ขยายตัว 22.7% อาทิ เอเชียใต้ 11.1% ทวีปออสเตรเลีย 97.8% ตะวันออกกลาง 13.7% และลาตินอเมริกา 13.9% รัสเซียและกลุ่ม CIS 2.7% และสหราชอาณาจักร 11.0% กลุ่มทวีปแอฟริกาหดตัว 3.6% กลุ่มตลาดอื่น ๆ ขยายตัว 50.7% ทั้งนี้ ในเดือนมกราคม ไทยขาดดุลการค้าไทยกับจีน 7,223.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 4,773.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ และครึ่งแรกของปี 2569 คาดยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าหนุนการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การลงทุนและพัฒนา AI Data Centers ในหลายประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานในภาคธุรกิจ ภาครัฐ และความมั่นคง ขณะที่ไทยยังได้เปรียบในฐานะแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลก

“ส่วนตัวเลขส่งออกไตรมาสแรก ยังคาดการณ์ได้ยาก เพราะต้องรอดูวัฎจักรของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยว่าจะยังดีต่อเนื่องหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ส่งออกยังคงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง คือผันผวนของค่าเงินบาท ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์และมาตรการทางการค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขอุปสรรคอย่างทันท่วงทีและเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ส่งออกไทยในระยะยาว” นายนันทพงษ์ กล่าว

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า สำหรับผลจากการที่ศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกการเก็บภาษีต่างตอบแทนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่นายทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นภาษีใหม่เป็น 10% ต่อด้วย 15% ผลบวกในเบื้องต้น คือ ต้นทุนผู้นำเข้าสหรัฐฯ ลดลง ราคาสินค้าปลายทางลดลง ทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ มีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลดีต่อการนำเข้าสินค้าที่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เช่น ไก่ อาหารทะเล และผลไม้กระป๋อง แต่ในทางกลับกัน คู่แข่งของไทยที่เคยเจอภาษีสูง ภาษีก็จะลดลงมาเท่ากันทุกประเทศ ก็จะเป็นคู่แข่งสำคัญ และยังมีปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า จะเป็นตัวฉุดขีดความสามารถ

“แม้อัตราภาษีนำเข้าจะลดลงจากเดิม แต่กระทรวงพาณิชย์จะมีการเจรจากับสหรัฐฯ ต่อเนื่อง เพื่อติดตามดูว่าสหรัฐฯ จะมีมาตรการใดกับไทย เพราะสหรัฐฯ ยังคงขาดดุลการค้ากับไทย ซึ่งอาจจะมีมาตรการขึ้นภาษีในบางรายการ ทำให้ไทยต้องอยู่ในเวทีเจรจาต่อไป ส่วนประเด็นการลดภาษี การเปิดตลาดสินค้าต่าง ๆ ให้กับสหรัฐฯ ต้องมาพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมทั้งต้องจับตาสหรัฐฯ จะมีการใช้ภาษีตอบโต้ทางการค้าเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่” นายนันทพงษ์ กล่าว

ด้านน.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมยังจับตาการส่งออกอย่างใกล้ชิด แม้ว่าตัวเลขจะสูง แต่ก็ยังไม่สบายใจ เพราะไม่รู้ว่าวัฏจักรนี้จะจบเมื่อไร ซึ่งกรมจะหาทางบุกเจาะตลาดต่อ เพราะภาษีสหรัฐฯ ที่ลดลง ทุกคนได้เท่ากัน จะหยุดขยายตลาดไม่ได้ โดยได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์เร่งหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดที่ดูแล ทั้งสินค้าและบริการที่ไทยมีโอกาส ให้ส่งข้อมูลกับมา จะได้พูดคุยหารือกับผู้ส่งออก เพื่อดูโอกาสไปช่วงชิงได้ยังไง และเฉพาะสหรัฐฯ ที่เป็นตลาดสำคัญ ก็จะมีมาตรการเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก ล่าสุดได้เชิญผู้นำเข้ารายใหญ่สหรัฐฯ มาไทย เพื่อเจรจาธุรกิจกับผู้ส่งออกไทย