เอกนิติ ชู ยุทธศาสตร์ ธนู 3 ดอก สูตรฝ่าวิกฤต ปี 69 ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-คน-กฎหมาย
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษ บนเวที งานสัมมนา POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ในหัวข้อฝ่ามรสุมปี 2569 จัดโดย สำนักข่าว โพสต์ทูเดย์ เนชั่นกรุ๊ป
นายเอกนิติ กล่าวว่า จริงๆที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับมรสุมและภัยพิบัติมากมาย ทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) ซึ่งมรสุมเหล่านี้เป็นสิ่งที่มองเห็นอยู่แล้ว โดยตนอยากเรียนว่าในวันที่ตนก้าวเข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ ทุกคนเห็นตัวเลขอยู่แล้ว และเราทราบดีว่าประเทศไทยมีมรสุมอะไร หัวใจสำคัญคือเราต้องตื่นตัวตลอดเวลาว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะโลกนี้เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในวันที่ตนก้าวเข้ามารับตำแหน่ง ตัวเลขคาดการณ์ที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เคยประเมินว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2568 อาจลดลงเหลือเพียง 0.3% เราจึงตัดสินใจทำโครงการที่เรียกว่า “Quick Big Win Policy” ซึ่งเป็นเฟรมเวิร์กที่ใช้ในทีมโยบายเศรษฐกิจ แม้วันนั้นเราจะนึกว่าอยู่ได้ 4 เดือน แต่จริงๆ อยู่เพียง 73 วัน ซึ่งไม่ถึง 4 เดือน แต่โชคดีที่ทำเสร็จเกือบหมด ภารกิจวันนั้นคือเราต้องฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น กระตุ้นสั้นให้ฟื้นจาก 0.3% ขึ้นมาให้ได้ แต่การฟื้นระยะสั้นนั้นไม่พอ ต้องได้ผลยาวไปถึงเศรษฐกิจระยะยาวด้วย
นายเอกนิติ กล่าวว่า จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่าในไตรมาส 4 การลงทุนพุ่งสูงที่สุดในรอบ 10 ปี แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะสนใจโครงการ คนละครึ่ง พลัส เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่ในมิติเศรษฐกิจ ‘การลงทุน’ คือพระเอกตัวจริงโดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่เติบโตถึง 13% ซึ่งเน้นการกระจายตัวแบบ เติบโตทั่วถึงไม่กระจุกตัวแค่ในเมืองใหญ่ และโครงการคนละครึ่งพลัส ไม่มีผลต่อโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) แต่กระจายไปทั่วประเทศ มีเงินอยู่ในกรุงเทพฯ เพียง 15% ที่เหลือกระจายสู่ท้องถิ่น
“จังหวัดที่ใช้คนละครึ่ง พลัส ยอดขายที่โตสูงที่สุดกลับเป็นจังหวัดที่บางคนอาจไม่รู้จักอย่าง หนองบัวลำภู และจันทบุรี นี่คือเฟรมเวิร์กของการกระตุ้นระยะสั้นที่ได้ผลยาวและกระจายตัว ผลที่ออกมาคือเศรษฐกิจโตได้ถึง 2.5% แม้อาจจะไม่ดีมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่ดีกว่าที่เราคาดการณ์ไว้มาก” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ ไทยเริ่มเปลี่ยนจากคนป่วยแห่งเอเชีย มาเป็นคนแข็งแรง แต่การออกจาก ICU แล้วจะให้วิ่งทันทีเลยมันไม่ได้ ร่างกายต้องแข็งแรงก่อน ต้องออกกำลังกาย กินวิตามิน และอาหารที่มีคุณภาพ ดังนั้นในยุคต่อไปอาจไม่ใช่แค่ Quick Win แต่จะเป็น Big Win หากเรามีเวลาเหลืออีกก็หวังว่าจะครบ 4 ปี เพื่อยกเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแรง
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 3 ประการ หรือเรียกว่า มรสุม 3 ลูก ที่กำลังก่อตัวขึ้น ได้แก่ 1. มรสุม Geopolitics & Geoeconomics ความขัดแย้งทางการเมืองโลกที่ผสมโรงกับเศรษฐกิจ มีการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น มาตรการภาษี 10-15% และค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เริ่มเห็นชัดเจนขึ้น 2.มรสุมภัยธรรมชาติวิกฤตโลกร้อนที่นำไปสู่ภัยพิบัติ ทั้งน้ำท่วมที่ปี 2568 ใช้งบกลางไปหลายหมื่นล้านบาท และต้องเฝ้าระวังภัยแล้งในปีนี้ ซึ่งหากจัดการไม่ดีจะกระทบงบประมาณและชีวิตคนไทยอย่างมาก
3. มรสุมในประเทศ โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย รายได้หายไปทำให้การบริโภคอ่อนแอ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็นตัวฉุดการบริโภค ภาคเอกชนไม่ได้ลงทุนมานาน สัดส่วนการลงทุนต่อ จีดีพี ลดลงจากอดีตที่เคยสูงถึง 40% เหลือเพียง 23% ในปัจจุบัน นอกจากนี้ไทยยังพึ่งพาการส่งออกและบริการสูงถึง 70% ของ จีดีพี ทำให้เมื่อโลกมีปัญหา เศรษฐกิจไทยจะชะลอทันที เช่น เมื่อนักท่องเที่ยวจีนหายไป เศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบทันที
นายเอกนิติ กล่าวว่า ดังนั้นเพื่อฝ่าฟันมรสุมดังกล่าว นายเอกนิติเสนอเครื่องมือสำคัญ 3 ประการ หรือ ‘ธนู 3 ดอก’ ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะ 4 ปีข้างหน้า ดอกที่ 1 การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว ประเทศไทยไม่ได้ลงทุนมานาน ต้องดันการลงทุนขึ้นมาให้ได้ โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นรากฐานของโลกยุคใหม่ ต้องมีการลงทุนเรื่อง PPA หรือ การซื้อขายไฟโดยตรง ไม่พึ่งพาการไฟฟ้าแบบเก่าอย่างเดียว ต้องทำโซลาร์ลอยน้ำ (Solar Floating) ในอ่างเก็บน้ำ หรือทำโซลาร์ฟาร์มในที่ดินว่างเปล่า เพื่อดึงดูด FDI (การลงทุนจากต่างประเทศ) ซึ่งปีที่แล้วมียอดคำขอ BOI ถึง 1.8 ล้านล้านบาท โตขึ้น 60% ในกลุ่ม Smart Agriculture, อาหารแปรรูป (รวมถึงอาหารสัตว์), Smart Electronic และ Wellness โดยตั้งเป้าว่าหากปลดล็อกกฎหมายได้ ปี 2569 ก็จะมียอดลงทุนจริงถึง 9.7 แสนล้านบาท
นายเอกนิติ กล่าวว่า ดอกที่ 2 การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ต้องปฏิรูปการศึกษาโดยใช้ Digital และ AI เข้ามาช่วย เช่น โครงการสะพานเชื่อมการศึกษากับงาน โดยให้เอกชนมาช่วยออกแบบการศึกษาและเทรนงานเพื่อให้เด็กจบใหม่มีงานทำแน่นอน พร้อมทั้งจะใช้ AI เข้ามาทรานส์ฟอร์มคนทุกระดับ แม้แต่ชาวบ้านผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส ก็ต้องมีการสอนทักษะ AI เพื่อเพิ่มรายได้ และดอกที่ 3 การลงทุนเรื่องกฎหมาย (Omnibus Law) การลงทุนจะเกิดไม่ได้ถ้าติดข้อกฎหมาย จึงเตรียมเสนอ “Omnibus Law” หรือกฎหมายรวบยอดเพื่อการลงทุน เพื่อลดขั้นตอนการขออนุมัติจากเดิมที่ต้องผ่านหลายหน่วยงานและใช้เวลานานเกือบ 2 ปี ให้เหลือเพียงจุดเดียวผ่านระบบ “Thailand Fast Pass” เพื่อให้การพิจารณาลงทุนจบในที่เดียวและรวดเร็ว (Fast Track)
“สรุปธนู 3 ดอกของผมคือ การลงทุน การลงทุน และการลงทุน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสีเขียว คน ดิจิทัล AI และกฎหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้การลงทุนเข้มแข็ง ประเทศไทยจะกลับมาแกร่ง ไม่เป็นคนป่วยของเอเชีย แต่จะเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย” นายเอกนิติ กล่าว

