กอบศักดิ์ เตือน ทรัมป์ พร้อมงัดกฎหมายค้ารีดภาษีหนัก แนะไทยยืนหยัดข้อตกลงเดิม
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยหลังร่วมบรรยายพิเศษบนเวที งานสัมมนา POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ในหัวข้อฝ่ามรสุมปี 2569 จัดโดย สำนักข่าว โพสต์ทูเดย์ เนชั่นกรุ๊ป ว่า จากกรณีที่สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำเตือนถึงประเทศคู่ค้าทั่วโลกหลังจากเริ่มมีบางประเทศ
โดยเฉพาะสหภาพยุโรปและอินเดีย แสดงท่าทีชะลอการเจรจาหรือพยายามขอทบทวนข้อตกลงการค้าใหม่นั้น ตนมองว่า ท่าทีของหลายประเทศที่เริ่มลังเลเกิดจากคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐ ที่อาจส่งผลต่อกระบวนการเจรจา อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศเตือนว่าขอให้ทุกประเทศเดินหน้าตามสิ่งที่เคยตกลงกันไว้ หากมีการบิดพลิ้ว สหรัฐพร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีให้สูงกว่าที่เคยเจรจาไว้เดิม โดยคาดว่าจะมีการนำกฎหมายการค้าหลายฉบับมาบังคับใช้ อาทิ มาตรา 122, มาตรา 301 และมาตรา 232 เพื่อจัดเก็บภาษีให้ได้มากกว่าเดิม
นายกอบศักดิ์กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย ตนมองว่าทางออกที่ปลอดภัยที่สุดคือการยืนหยัดตามข้อตกลงเดิมที่เคยทำไว้ในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา แม้ปัจจุบันสหรัฐจะตั้งเกณฑ์ภาษีพื้นฐาน (Base Rate) ไว้ที่ 15% ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศที่เคยเสียในอัตรา 10% อย่างสิงคโปร์และอังกฤษ แต่สำหรับไทยนั้น อัตรา 15% เทียบกับ 19% ถือว่าแตกต่างกันไม่มากและเป็นระดับที่รับได้ การแสดงความจริงใจเดินหน้าตามคำมั่นสัญญาจะช่วยให้การเจรจาราบรื่นกว่าการขอปรับปรุงเงื่อนไขใหม่ในสภาวะที่ผู้นำสหรัฐกำลังเข้มงวด
นายกอบศักดิ์กล่าวว่า สถานะรัฐบาลรักษาการตนมองว่าไม่ถือเป็นอุปสรรคหรือเกิดสุญญากาศทางการเมือง เนื่องจากทีมทำงานและรัฐมนตรียังคงสามารถเตรียมการเชิงนโยบายและวางแผนเจรจาต่อเนื่องได้ โดยช่วงนี้ถือเป็นโอกาสดีในการเตรียมความพร้อม เพื่อให้เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารอย่างเต็มตัวจะสามารถขับเคลื่อนได้ทันที โดยเฉพาะการเจรจากับตลาดศักยภาพสูงอย่างอินเดียที่เติบโตกว่า 30% ในปีที่ผ่านมา รวมถึงตลาดยุโรปและอังกฤษ
นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ตนเสนอให้ไทยเร่งปรับสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐ จากปัจจุบันที่ 20% ให้เหลือประมาณ 10% โดยใช้จังหวะนี้เริ่มเจรจาขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศอื่นเพิ่มเติม เนื่องจากนโยบายสหรัฐมีความไม่แน่นอนสูง นอกจากนี้ยังเตือนให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมปรับตัวรับเงื่อนไขการเปิดตลาดที่เข้มข้นขึ้น โดยคาดว่าสหรัฐจะบีบให้ไทยเปิดตลาดสินค้าถึง 99.9% (จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 90%) ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าเกษตร เช่น ถั่วเหลือง เนื้อหมู และเนื้อแดง ที่จะต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

