หน้าแรก เศรษฐกิจ การเมืองใหม่ ...

การเมืองใหม่ เศรษฐกิจใหม่ และอนาคตคริปโทของไทย…หลังชัยชนะถล่มทลาย

26.02.26 | 12:30 น.

การเมืองใหม่ เศรษฐกิจใหม่และอนาคตคริปโทของไทย…หลังชัยชนะถล่มทลาย

ผลการเลือกตั้งทั่วไปที่เพิ่งผ่านพ้นไป ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย เมื่อ พรรคภูมิใจไทย คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายด้วยจำนวนที่นั่งในสภามากกว่า 190 เสียง จากผลการนับคะแนนไปแล้วกว่า 94% ส่งผลให้โครงสร้างอำนาจทางการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้นในระยะสั้น สิ่งนี้สะท้อนออกมาอย่างรวดเร็วผ่านบรรยากาศเชิงบวกของตลาดทุนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 46 จุดในวันถัดมาหลังทราบผลเลือกตั้งสะท้อนมุมมองของนักลงทุนที่ให้น้ำหนักเชิงบวกต่อเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง คำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาควบคู่กันคือ “รัฐบาลใหม่จะมีท่าทีอย่างไรต่ออุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีและเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย”

เสถียรภาพทางการเมืองกับลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจ

Advertisement

ในช่วงเริ่มต้นของรัฐบาลใหม่ สิ่งที่ต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงคือ นโยบายด้านคริปโทเคอร์เรนซียังไม่ได้ถูกระบุเป็นวาระหลักของพรรคภูมิใจไทยที่ชนะการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะในมิติของนักลงทุน ผู้ประกอบการ หรือกรอบกำกับดูแลจากหน่วยงานรัฐ เช่น สำนักงาน ก.ล.ต., ธนาคารแห่งประเทศไทย, กระทรวงการคลัง และ ปปง. อย่างไรก็ตาม การที่คริปโทยังไม่ใช่ “วาระแรก” ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลใหม่มองข้ามภาคเศรษฐกิจดิจิทัล แต่สะท้อนถึงลำดับความสำคัญตามธรรมชาติของการบริหารประเทศ ภายหลังการเลือกตั้ง รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภาพรวม การฟื้นฟูความเชื่อมั่น การค้าระหว่างประเทศ การลงทุน และการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อประชาชนในวงกว้างก่อน

จากมุมมองของตลาดทุนและนักลงทุนสถาบัน ความชัดเจนทางการเมืองและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจมหภาค มีความสำคัญมากกว่าการประกาศนโยบายเฉพาะอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งในระยะสั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ตลาดการเงินตอบรับผลการเลือกตั้งในเชิงบวก แม้ยังไม่มีนโยบายคริปโทที่ชัดเจนออกมา

ทีมเศรษฐกิจที่แข็งแรง กับบทบาทเชิงรุกบนเวทีโลก

จุดที่น่าสนใจของรัฐบาลใหม่คือโครงสร้างทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์และเครือข่ายในระดับนานาชาติ ซึ่งสามารถเห็นทิศทางการทำงานได้ชัดเจนในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่เดินหน้าร่วมเวทีเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายโอกาสทางการค้าของไทยในบริบทเศรษฐกิจโลกที่แข่งขันสูง แนวทางดังกล่าวสะท้อนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับ “เศรษฐกิจจริง” (Real Economy) เป็นฐานรากก่อน ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีและบล็อกเชนในระยะถัดไป หากปราศจากเสถียรภาพด้านการค้า การลงทุน และความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจโดยรวม การผลักดันนโยบายด้านคริปโทเพียงลำพังย่อมไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้

อย่างไรก็ตาม แม้นโยบายคริปโทอาจยังไม่จำเป็นต้องเป็นวาระแรกของรัฐบาลใหม่ แต่ก็ไม่ควรถูกเลื่อนออกไปนานเกินไป เนื่องจากในช่วงที่ไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเชิงนโยบาย ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้เดินหน้าไปไกลแล้ว ทั้งในด้านกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ขณะเดียวกันประเทศกำลังพัฒนาก็เริ่มปรับตัวตามแนวทางดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะในเชิงการออกกฎหมายกำกับที่ชัดเจนและการสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้จากภาครัฐ หากไทยชะลอการกำหนดยุทธศาสตร์ด้านนี้มากเกินไป ความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวย่อมเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกัน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ “นโยบายที่ถูกต้อง” คือ “บุคลากรที่เหมาะสม” ในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว เพราะอุตสาหกรรมคริปโทและบล็อกเชนเป็นภาคส่วนที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มีความซับซ้อนทั้งในเชิงเทคโนโลยี การเงิน และกฎหมาย การกำหนดกรอบกำกับดูแลจำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีความเข้าใจเชิงลึกและติดตามพัฒนาการของโลกอย่างใกล้ชิด มิฉะนั้นอาจเกิดช่องว่างระหว่างเจตนารมณ์เชิงนโยบายกับการปฏิบัติจริง การมีทีมงานที่มีองค์ความรู้ทันสมัย เข้าใจบริบทสากล และสามารถประสานงานกับภาคเอกชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดว่าประเทศจะสามารถเปลี่ยนจาก “ผู้ตาม” เป็น “ผู้กำหนดทิศทาง” ในภูมิภาคได้หรือไม่ในระยะยาว

กฎระเบียบที่ ‘ดีแต่เข้ม’ กับโจทย์การเติบโตในอนาคต

ปัจจุบัน กฎหมายและกฎระเบียบด้านคริปโทของไทยถือว่าอยู่ในระดับที่รัดกุมและมีมาตรฐานสูงในเชิงการคุ้มครองผู้บริโภคและการป้องกันความเสี่ยงด้านการเงิน แต่ในขณะเดียวกัน ความเข้มงวดดังกล่าวก็กลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ นักพัฒนาเทคโนโลยี และสตาร์ตอัพด้านบล็อกเชน

โจทย์สำคัญของรัฐบาลใหม่จึงไม่ใช่การ “ผ่อนคลาย” กฎหมายอย่างไร้ทิศทาง แต่คือการออกแบบระบบกำกับดูแลที่ยังคงความเข้มแข็ง ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจสามารถทดลอง เติบโต และแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค หนึ่งในแนวทางที่ควรถูกพิจารณา คือการจัดตั้งคณะกรรมการหรือกลไกถาวรที่ทำหน้าที่ติดตามความเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ เทคโนโลยี และโมเดลธุรกิจคริปโทในระดับโลกเพื่อให้การกำหนดนโยบายของไทยมีความยืดหยุ่นและทันต่อสถานการณ์

นอกจากนี้ ภาคการพัฒนาเทคโนโลยียังต้องการการสนับสนุนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ยังอาศัยเงินทุนส่วนตัว การมีโครงการสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่ว่าจะในรูปแบบกองทุน วิจัย หรือ sandbox เชิงเทคโนโลยี จะช่วยสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรงขึ้นในระยะยาว ควบคู่ไปกับการยกระดับความรู้ด้านดิจิทัลและการเงินของคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะรองรับเศรษฐกิจอนาคต

ในท้ายที่สุด รัฐบาลใหม่อาจยังไม่จำเป็นต้องมี “นโยบายคริปโท” ในทันที แต่ไม่ควรปล่อยให้ประเด็นนี้หลุดออกจากภาพยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะคริปโทและเทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลก

การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่าประเทศไทยจะเป็นเพียงผู้ตาม หรือก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นที่มีบทบาทในเวทีเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต