หุ้นพุ่ง 1,500 จุด ดีดรับได้ รบ.เร็ว กนง.หั่นดอกเบี้ยเหลือ 1% ร้านอาหารโอดต้นทุนสูง-ยอดหดเข้าสู่’ภาวะแข่งกันตาย’
เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นหลังเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ 1,490.40 จุด เคลื่อนไหวในแดนบวกที่ระดับ 1,514.74 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 24.34 จุด หรือบวก 1.63% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,517.32 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,502.67 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 37,072.07 ล้านบาท เป็นการปรับตัวขึ้นยืนเหนือ 1,500 จุดครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 นับเป็นจำนวนกว่า 2 ปี 4 เดือน
นายรักพงศ์ ไชยศุภรากุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวานนี้ (24 กุมภาพันธ์) ฟื้นตัวได้แรงกว่าที่ประเมินไว้ ดัชนีปิดบวกกว่า 0.69% โดยมีแรงซื้อเข้ามาในชั่วโมงสุดท้ายของการซื้อขาย โดยเฉพาะหุ้นที่เชื่อมโยงธีมการลงทุนและเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ของรัฐบาลใหม่ตามกระแสข่าวในสื่อต่างๆว่าการประกาศรับรอง ส.ส. อาจมาเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ผนวกกับนักลงทุนต่างชาติพลิกมาซื้อสุทธิอีกครั้ง ดัชนีวันนี้จึงเคลื่อนไหวแกว่งขึ้นต่ออย่างร้อนแรง
“ปัจจัยการลงทุนที่ต้องติดตาม 1.ตลาดหุ้นสหรัฐฟื้นตัวได้ปานกลางตามการรีบาวด์ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มซอฟท์แวร์ หลังนักลงทุนรับรู้ความเสี่ยงเรื่อง AI disruption เข้าไปในราคาหุ้นพอสมควรแล้ว และมีข่าวบวกในอุตสาหกรรม หลัง Advance Micro Device (AMD) ทำสัญญา 5 ปี เพื่อขายชิพไฮเทคให้ Meta Platform 2.ความผันผวนของตลาดการเงินโลกยังสูง หลังนักลงทุนติดตามแนวนโยบายภาษีของสหรัฐ รวมทั้งการเจรจาดีลนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ด้านปัจจัยภายในประเทศ นักลงทุนควรติดตามประเด็นข่าวการเมือง การจัดตั้งรัฐบาล น่าจะมีการปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีปี 2569ตามภาคส่งออกที่แข็งแกร่งกว่าคาด และความเชื่อมั่นต่อการเมืองภายในประเทศพลิกฟื้นขึ้นมา” นายรักพงศ์ กล่าว
นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า คณะกรรมการมีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี มองว่าตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/2568 ขยายตัว 2.5% ซึ่งการเติบโตมาจากปัจจัยชั่วคราว และเป็นการดึงดีมานด์ในอนาคตมาใช้ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเป็นลักษณะ K Shape ทำให้มีเซ็กเตอร์ขาบน-ขาล่าง และเซ็กเตอร์ดีและไม่ดี โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังฟื้นตัวช้าและมองไปข้างหน้ารายได้แรงงานปรับลด จึงเป็นปัจจัยกดดัน โดยเฉพาะภาคการผลิต เป็นปัจจัยกดดดันการเติบโต
“การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ เพียงพอและสอดคล้องกับเศรษฐกิจในปัจจุบันถือว่า จบวัฎจักรแล้ว นอกจากช่วยลดภาระหนี้ และธุรกิจและบริษัทอ่อนค่าให้สามารถอยู่นานขึ้น ยังช่วยภาคธุรกิจ Transform สอดรับระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป เพื่อซ่อมแซ่มงบดุลของภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ ช่วยหนุนภาพการลงทุนเอกชน และเสถียรภาพดีขึ้น ดอกเบี้ยต่ำอาจกระทบผู้ออม โดยเห็นสัญญาณการนำเงินฝากประจำไปลงทุนต่างประเทศ แต่สัญญาณการไหลยังไม่มากจนกระทบภาพรวม การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ ถือว่า เซอร์ไพรส์ในแง่จังหวะและเวลา เรามองว่าจะช่วยเศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งลดก็ลดเลย เป็นการลดดอกเบี้ยล่วงหน้า Front Loading แม้จุดนี้ดอกเบี้ยลดลงเหลือ 1.00% สอดคล้องกับเศรษฐกิจอยู่ แต่ไม่ได้ไม่มีโอกาสลดลงแล้ว ขึ้นกับการประเมินและภาพในอนาคต” นายดอนกล่าว
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ของผู้ประกอบการร้านอาหารตอนนี้ขาดทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร้านใหญ่ยิ่งน่ากังวล เพราะมีข้อมูลว่าเปิดทำการ 7 วันขาดทุนไปแล้ว 3 วัน เนื่องจากลูกค้าหายไป ร้านอาหาอยู่ในสถานการณ์แข่งกันตาย ภาพรวมเศรษฐกิจไม่ดีอย่างต่อเนื่องทำให้คนไม่มีกำลังซื้อมากเท่าเดิม ไม่สามารถบริโภคได้ดีเหมือนช่วงปกติ ร้านอาหารถูกกระทบจากสงครามราคาของเหล่าสุกี้หม้อร้อนแบบบุฟเฟ่ต์แข่งกันลดราคาแย่งชิงลูกค้าหนักมาก ดึงลูกค้าจากร้านอาหารหลายแบรนด์
“ก่อนหน้านี้ ร้านอาหารควบคุมต้นทุนวัตถุดิบให้อยู่ในสัดส่วน 25-30% แต่ตอนนี้ต้นทุนปรับขึ้นมาสูงเกิน 40% แล้ว หากสามารถควบคุมได้ จะยังพอมีกำไรเหลือบ้าง แต่ส่วนมากกำไรลดลง เพราะต้นทุนสูงขึ้น การแข่งขันของธุรกิจร้านอาหารมีความรุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะด้านราคา กำลังซื้อของลูกค้าลดลง คนไม่มีรายได้พิเศษ ต้องประคองเงินเดือนไว้ บริษัทบางแห่งยอดขายไม่ดี พนักงานถูกตัดโอทีหรืองานพิเศษ ภาวะตอนนี้สะท้อนเศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก การใช้จ่ายด้านอาหารของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวซื้อวัตถุดิบสดมาประกอบอาหารกินเองคุ้มค่ามากกว่าไปทานที่ร้านอาหาร การสั่งอาหารดิลิเวอรี่มาส่งถึงบ้านก็เป็นที่นิยมของคนมากขึ้น” นางฐนิวรรณกล่าว

