ปตท.โชว์แกร่ง กำไรปี 68 กว่า 9 หมื่นล้าน
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 ปตท. สำนักงานใหญ่ นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ว่า ในปีที่ผ่านมา ปตท. สามารถยืนหยัดท่ามกลางพายุความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกและราคาพลังงานที่ผันผวนรุนแรงได้อย่างแข็งแกร่ง โดยผลประกอบการปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวม 90,166 ล้านบาท สะท้อนฐานะการเงินที่มั่นคงและวินัยทางการเงินที่เคร่งครัด พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลรวม 2.30 บาทต่อหุ้น ซึ่งรวมถึงการจ่ายเงินปันผลพิเศษเป็นครั้งแรกในอัตรา 0.20 บาทต่อหุ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จกลยุทธ์ “Smart Exit”
นายคงกระพัน กล่าวว่า ความโดดเด่นของผลงานปี 2568 มาจากการปรับพอร์ตธุรกิจครั้งสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่ม Non-Hydrocarbon ที่ใช้กลยุทธ์ “Smart Exit” ลดสัดส่วนการถือหุ้นในธุรกิจอีวี อาทิ บริษัท ฮอริษอน พลัส จำกัด และการขายเงินลงทุนในหุ้น CATL ซึ่งช่วยสร้างกระแสเงินสดกลับเข้ามาได้ทันทีถึง 13,000 ล้านบาท เพื่อนำไปหมุนเวียนในธุรกิจ Life Science ผ่านบริษัท Alvogen US ในสหรัฐฯ ให้สามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง (Self-Funding) นอกจากนี้ ปตท. ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มภายในกลุ่ม (Profit Enhancement) ได้สูงถึง 38,000 ล้านบาท ผ่านโครงการดิจิทัลและ AI อย่าง AXIS รวมถึงโครงการบริหาร Supply Chain P1 และ D1
แผนปี 69 รุกดันกระแสเงินสดแสนล้าน
นายคงกระพัน กล่าวว่า สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 ปตท. ตั้งเป้ายกระดับการสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) ให้ถึงระดับ 100,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดจากปี 2568 ที่ทำได้ 17,000 ล้านบาท โดยกลยุทธ์สำคัญคือการเร่งหาพันธมิตรร่วมลงทุนในกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Flagship) และธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (P&R) ผ่านโครงการ Genesis ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 2569 โดยอาจมีการพิจารณาขายหุ้นบางส่วนในโครงการที่มีศักยภาพเพื่อดึงพันธมิตรระดับโลกเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งและลดภาระการลงทุนของกลุ่ม ปตท.
นายคงกระพัน กล่าวว่า ในส่วนของธุรกิจหลัก (Hydrocarbon) ปตท. เตรียมขยายปริมาณการค้าก๊าซธรรมชาติและ LNG โดยเฉพาะธุรกิจเทรดดิ้งที่ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณเป็น 3 ล้านตันต่อปี จากปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 2 ล้านตัน มุ่งสู่เป้าหมายการเป็น “Global LNG Player” ที่มีพอร์ตการจัดหา LNG สูงถึง 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 พร้อมกับการเพิ่มกำลังการผลิตจาก ปตท.สผ. ทั้งในแหล่งก๊าซอาทิตย์, สินภูฮ่อม และพื้นที่ MTJDA นอกจากนี้ ปตท. ยังคาดหวังผลลัพธ์จากโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในปี 2569 อาทิ โครงการ MissionX ที่ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มสูงถึง 20,000 ล้านบาท และโครงการ AXIS อีก 2,000 ล้านบาท เพื่อให้มั่นใจว่าผลประกอบการจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ขอรัฐใหม่บูรณาการกฎหมาย
นายคงกระพัน กล่าวว่า สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และภารกิจของภาครัฐ ปตท. มีความพร้อมและเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำงานร่วมกับทุกรัฐบาลได้อย่างราบรื่น เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ปตท. อยากฝากให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการบูรณาการนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในปี 2050 โดยเฉพาะโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งถือเป็น ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ ที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน ปตท. มีศักยภาพและความพร้อมในการนำร่องที่แหล่งก๊าซอาทิตย์ในปี 2571 แต่ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดการสนับสนุนจากรัฐใน 3 มิติ คือ การออกกฎหมายรองรับที่ชัดเจน, การพิจารณาอนุมัติใบอนุญาต (Permit) ที่รวดเร็ว และมาตรการจูงใจทางภาษี (Incentive) ที่เหมาะสม
หนุน PDP 2026 ชงแอมโมเนียลดค่าไฟ
นายคงกระพัน กล่าวว่า นอกจากนี้ ในส่วนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ปตท. ให้ความเห็นต่อการปรับเปลี่ยนสัดส่วนเชื้อเพลิงจากไฮโดรเจนเป็นแอมโมเนีย 5% ว่าเป็นทิศทางที่เหมาะสมเนื่องจากปัจจุบันแอมโมเนียมีความพร้อมทางด้านต้นทุนที่ถูกกว่าและมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว ซึ่ง ปตท. พร้อมจะหารือกับกระทรวงพลังงานในการบริหารจัดการด้านการนำเข้าและจัดหาเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนตามหลัก “Energy Trilemma” หรือความสมดุลด้านราคา ความมั่นคง และความยั่งยืน
นายคงกระพัน กล่าวว่า แม้ปัจจุบันรายได้กว่า 80% ของ ปตท. จะมาจากธุรกิจในต่างประเทศ แต่หัวใจสำคัญขององค์กรยังคงเป็นการสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประเทศไทยและผู้ถือหุ้น โดยการทำงานร่วมกับรัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเจริญเติบโตให้ประเทศในบริบทที่ ปตท. มีความเชี่ยวชาญ และจะไม่เข้าไปทำในสิ่งที่ไม่ถนัด เพื่อรักษาความคล่องตัวและสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ประเทศชาติและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างมั่นคง

