วานิลลา “ทองคำเขียว” คาดตลาดวานิลลาโต 6.2% จ่อแตะ 5.2 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2030
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมอาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทคโนโลยีชาวบ้าน ผู้นำสื่อออนไลน์ด้านการเกษตรครบวงจร เดินหน้าต่อยอดการยกระดับและถอดรหัส 3 พืชเศรษฐกิจศักยภาพสูงที่กำลังทรงอิทธิพลในตลาดโลก ภายใต้ความผันผวนของราคาพืชผลในตลาดโลก และแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นโจทย์ท้าทายของการทำเกษตรในยุคใหม่ ซึ่งพืชเศรษฐกิจกาแฟ-โกโก้-วานิลลา ได้รับการจับตามองในฐานะพืชทางเลือกที่มีมูลค่าสูง อนาคตสดใสเพราะเป็นสินค้าซุปเปอร์ฟู้ด ตอบโจทย์สุขภาพ แปรรูปได้หลากหลาย มีฐานตลาดกว้างเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมยา อาหาร เครื่องดื่ม และธุรกิจสปาความงาม
ภายในงานสัมมนาครั้งนี้ ได้เปิดพื้นที่ให้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้ปฏิบัติจริงในแต่ละสาขากับกิจกรรม Taste ให้รู้ดูให้ลึก ผ่านกิจกรรม Sip-Scent & Connect เปิดประสบการณ์การดมกลิ่น ชิม และทดสอบคุณภาพวัตถุดิบจริง พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 โซนเรียนรู้ และบูธสินค้าต่าง ๆ
น.ส.วิสุตา โลหิตนาวี เจ้าของไร่วานิลลา ‘Khao Yai Vanilla’ เปิดเผยว่า วานิลลาเป็น ‘พืชแห่งโอกาส’ ที่น่าสนใจ เนื่องจากในประเทศไทยยังมีผู้ปลูกน้อยมาก และผลผลิตที่ได้กลับมีคุณภาพสูง มีความโดดเด่นทั้งในด้านรสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งไม่แพ้วานิลลาที่นำเข้าจากต่างประเทศเลยแม้แต่น้อย ปัจจุบัน Khao Yai Vanilla ปลูกวานิลลาคุณภาพสูง 10 ไร่ ในเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา บริหารจัดการด้วย สมาร์ทฟาร์มและโซลาร์เซลล์ 100% ปลูกสายพันธุ์นิลลา แพลนิฟอเลีย (Vanilla planifolia) ให้กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ส่งขายร้านเบเกอรี่ โรงแรมและแปรรูปผลิตภัณฑ์พรีเมียม

น.ส.วิสุตา กล่าวว่า วานิลลาไม่สามารถนำมาบริโภคได้ทันที ต้องผ่านกระบวนการบ่ม (Curing) เริ่มจากขั้นตอนแบลนชิ่ง นำฝักลงแช่น้ำร้อนอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นปฏิกิริยาในเนื้อฝัก จากนั้นนำไปพักในกล่อง 2 คืน เพื่อให้เกิดกระบวนการทำงานของเอนไซม์ แล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนตากแดด ช่วงเวลา 11.00–14.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงเหมาะสมต่อการทำงานของเอนไซม์ที่เปลี่ยนสารกลูโควนิลินให้กลายเป็นสารวานิลลินที่ทำให้เกิดกลิ่นหอม หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการคอนดิชันนิ่ง โดยนำฝักที่แห้งได้ความชื้นตามต้องการไปเก็บในห้องอากาศถ่ายเท ไม่โดนแสงแดด ใช้เวลาอีก 4–6 เดือน รวมระยะเวลาตั้งแต่ผสมดอกจนได้ฝักวานิลลาพร้อมใช้ในขนมกินเวลาราว 1 ปีครึ่ง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้วานิลลามีราคาสูงเพราะมีต้นทุนที่สูงและพิถีพิถันในทุกขั้นตอนการผลิต
“ภาพรวมตลาดวานิลลาธรรมชาติทั่วโลกยังคงขยายตัวต่อเนื่องตามกระแสความต้องการวัตถุดิบจากธรรมชาติ โดยในปี 2024 ตลาดมีมูลค่าประมาณ 3.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 6.2% ภายในปี 2025–2030 ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มสารสกัดวานิลลาแบบของเหลวที่ยังเป็นสัดส่วนหลักของตลาด ขณะที่รูปแบบผงมีแนวโน้มเติบโตตามการใช้งานเฉพาะด้าน สะท้อนกระแสคลีนเลเบลที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” น.ส.วิสุตากล่าว

นางสาววิสุตา กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย ตลาดวานิลลาในปี 2024 มีมูลค่าประมาณ 63.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะขยายตัวสู่ระดับ 90.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032 หรือเติบโตเฉลี่ย 5.95% ต่อปีในช่วงปี 2024–2032 ใกล้เคียงกับทิศทางตลาดโลก ทั้งนี้ โครงสร้างตลาดไทยครอบคลุมการนำเข้า วานิลลาสังเคราะห์ สารสกัด และการใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง สำหรับผู้ที่สนใจให้ลองดูก่อนอย่าพึ่งไปดูแปลงใหญ่ เพราะสภาพแวดล้อมแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน เราอาจจะปลูกโตได้สวยงาม แต่อาจจะไม่ออกดอกก็เป็นไปได้ อยากจะให้ทุกคนทดลองก่อนเล็ก ๆ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยขยายเป็นแปลงที่ใหญ่ขึ้น
ด้านนายเศรษฐ์ เจริญวงศ์ เจ้าของเพจ Tillilla เกษตรกรผู้ปลูกวานิลลามากกว่า 12 ปีกล่าวว่า ตนศึกษาพบความพิเศษ Exotic อีกอย่างของวานิลลา หากนำใบต้นสัก ใบประดู่และใบไผ่ มาทำปุ๋ยหมักให้ต้นวานิลลาจะช่วยให้ต้นวานิลลาเติบโตดีมากและให้กลิ่นเฉพาะที่ลูกค้าต่างชาติชอบมาก ตนทดลองผสมเกสรในช่วงกลางคืนตั้งแต่ 2 ทุ่ม 3 ทุ่ม ไปจนถึงเที่ยงคืน ทำให้ผสมเกสรติดเกิน 95% เจอปัญหาฝักร่วงแค่ 4 ฝัก จากจำนวน 100 ฝัก เท่านั้น ทั้งนี้ ผลกระทบจากอากาศที่ผันผวนส่งผลต่อการปลูกวานิลลาในไทยโดยตรงประมาณ 90% ยกตัวอย่างเช่นในปี 2567 ตั้งแต่เดือนเมษายน- พฤษภาคม ที่ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงถึง 40-43 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ฝักวานิลลาร่วงเสียหายเกือบ 30% ซึ่งปัญหาโลกร้อนก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องใส่ใจ ยิ่งสภาพอากาศร้อน ผลผลิตวานิลลาก็ยิ่งลดลง ดังนั้นการปลูกวานิลลาในอนาคต ควรใส่ใจเรื่องการสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ก็จะสามารถรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตให้สม่ำเสมอได้

นายเศรษฐ์ กล่าวว่า หากเกษตรกรต้องการปลูกวานิลลาให้มีปัญหาโรคน้อย ควรเริ่มตั้งแต่การจัดการแปลงปลูกและสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะการการคัดเลือกพันธุ์ที่สะอาดและสำรวจพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากวานิลลาเป็นพืชในวงศ์เดียวกับกล้วยไม้ ดังนั้น โรคที่พบจึงเป็นกลุ่มโรคเดียวกัน อาทิ เชื้อราสกุล Phytophthora sp. เชื้อราสกุล Mucor sp. เชื้อราสกุล Colletotrichum sp. และเชื้อราสกุล Fusarium sp. ซึ่งเชื้อเหล่านี้สามารถพบได้ทั้งในกล้วยไม้หรือผลไม้ชนิดอื่น เช่น ทุเรียนและโกโก้ เป็นต้น ทั้งนี้ การควบคุมโรคแบบไม่ใช้สารเคมีทำได้ค่อนข้างยาก หากจำเป็นต้องใช้สารเคมีควรวางแผนอย่างรอบคอบ เนื่องจากอาจเกิดการปนเปื้อนในช่วงเก็บผลผลิตได้ จึงควรกำหนดช่วงเวลาในการจัดการโรคให้เหมาะสม และติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่เริ่มพบการระบาดไปจนถึงระยะออกดอก เพื่อจำกัดความเสียหายให้น้อยที่สุด

นอกจากนี้ นายเศรษฐ์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพของฝักวนิลลา คือ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยควรปล่อยให้ฝักมีอายุประมาณ 8-9 เดือน และสังเกตให้ฝักเปลี่ยนเป็นสีเหลืองก่อนจึงค่อยเก็บเกี่ยว หากเก็บก่อนหน้านั้น เช่น ช่วง 6-7 เดือน สารอาหารภายในฝักยังพัฒนาไม่เต็มที่ แม้นำไปบ่มก็ไม่สามารถให้คุณภาพเทียบเท่าฝักที่มีอายุครบ 8-9 เดือนได้ ทั้งนี้ ในช่วงอายุ 8-9 เดือน ปริมาณสารวนิลิน (Vanillin) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ให้กลิ่นหอม จะมีระดับสูงสุด โดยกราฟปริมาณสารจะพุ่งเกือบแตะระดับสูงสุด แต่หากปล่อยทิ้งไว้นานถึง 10 เดือน ปริมาณสารดังกล่าวจะเริ่มลดลง นอกจากนี้ เมื่อฝักเริ่มแก่จัดและแตก สารวนิลินจะสัมผัสกับอากาศและเปลี่ยนสภาพเป็นกรดวนิลลิก (Vanillic acid) ส่งผลให้กลิ่นหอมลดลง แม้ยังมีคุณสมบัติแอนไทเอจจิ้ง แต่ไม่มีกลิ่นหอมและไม่มีแอนไทไมโครเบียล ดังนั้น การนับอายุฝักและเก็บเกี่ยวในช่วง 8-9 เดือน หรือเมื่อฝักเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง จึงถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการรักษาคุณภาพและกลิ่นหอมของวนิลลาให้อยู่ในระดับสูงสุด

