สรรพสามิต พร้อมรับมือน้ำมันพุ่ง
เมื่อวันที่ 2 มีนาคม นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงการรับมือผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่า กรมได้ดำเนินงานภายใต้นโยบายของรัฐบาลและกระทรวงการคลัง โดยจะมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกระทรวงพลังงานอย่างใกล้ชิดเพื่อดูแลราคาน้ำมัน เบื้องต้นกรมรอคำสั่งจากกระทรวงคลัง และจะใช้กลไกของกองทุนน้ำมันในการรักษาระดับราคาเป็นอันดับแรก เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา ส่วนมาตรการทางภาษีสรรพสามิตจะเป็นเครื่องมือท้ายๆ ที่นำมาใช้ อย่างไรก็ตาม กรมมีประสบการณ์และมีแผนรับมืออยู่แล้วจากเหตุการณ์ในอดีต เช่น วิกฤตปี 2554, ช่วงโควิด ปี 2563 และช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน
5 ด.แรกปีงบจับคดีเพิ่ม 6.57%
นายพรชัยกล่าวว่า สำหรับผลการปราบปรามผู้กระทำผิด กฎหมายสรรพสามิตทั่วประเทศผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงการดำเนินงานของศูนย์ปราบปรามสินค้าออนไลน์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ช่วง 5 เดือนแรก (ตุลาคม 2568-กุมภาพันธ์ 2569) ว่าสามารถจับกุมได้รวมทั้งสิ้น 15,827 คดี สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.57% คิดเป็นเงินค่าปรับ 455.42 ล้านบาท และประมาณการค่าปรับ 1,578.31 ล้านบาท ทั้งนี้ พบว่าคดียาสูบมีจำนวนมากที่สุด คิดเป็น 60.65% รองลงมาเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับสินค้าสุรา คิดเป็น 29.82%
นายพรชัยกล่าวว่า กรมสรรพสามิตได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ปราบปรามเชิงรุก ยุติวงจรผิดกฎหมาย” โดยมุ่งดำเนินการเชิงรุกด้วยการใช้ฐานข้อมูลเพื่อพุ่งเป้าไปยังต้นตอขบวนการรายใหญ่ (Data Driven Enforcement) ซึ่งกรมสรรพสามิตไม่ได้มีเพียงการจัดเก็บภาษี แต่รวมถึงการขจัดสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน และสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ภายใต้การจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยมิติการป้องกันสินค้าลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดน (Border Guard) หรือต้นน้ำ กรมสรรพสามิตได้ดำเนินการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน 44 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งทางบกและทางทะเล จับกุมได้ 9,753 คดี คิดเป็น 61% ของจำนวนคดีทั้งหมด
ทั้งนี้ ในมิติการสกัดกั้นการกระจายสินค้า (Logistics Disruption) หรือกลางน้ำ ได้พุ่งเป้าไปยังศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ ยกระดับความร่วมมือกับภาคเอกชน รวมถึงการนำเทคโนโลยีในการตรวจสอบสินค้ามาใช้ในการติดตามตรวจสอบ เพื่อรับมือกับรูปแบบการลักลอบที่มีการเปลี่ยนแปลง และในมิติการปรับปรุงกฎหมายเพื่อนำผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ (Regulate & Elevate) หรือปลายน้ำ ที่มุ่งเน้นการปรับปรุงกฎหมายเพื่อลดความยุ่งยากในการประกอบธุรกิจ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ
โดยเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตมีการปรับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสุราให้มีความยืดหยุ่นและลดข้อจำกัดหลายประการเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ระบบได้ง่ายขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ มีผู้ประกอบการที่สนใจเข้าสู่ระบบมากขึ้น ส่งผลให้ผลการจัดเก็บรายได้ของประเทศสูงขึ้น และปัญหาที่เกิดจากการลักลอบผลิตสินค้าที่ผิดกฎหมายก็จะลดลงตามไปด้วย

