ธรรมนัส สั่ง สศก. เคาะแผนรับมือ หวั่นตะวันออกกลางยืดเยื้อ รับห่วงเรื่องปุ๋ยมากที่สุด
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ตนได้สั่งการเป็นกรณีพิเศษให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เร่งรวบรวมและสรุปข้อมูลการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยอย่างรอบด้าน โดยในวันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 ทางหน่วยงาน สศก.จะสรุปข้อมูลและมาตรการรับมือเบื้องต้นเพื่อนำไปสู่การวางแผนแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคการเกษตรเป็นวงกว้าง และยอมรับว่าห่วงกระทบปุ๋ยเคมีมากที่สุด ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตหลักของเกษตรกร เนื่องจากไทยนำเข้าวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเป็นจำนวนมาก หากสงครามยืดเยื้อจนกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตและการขนส่ง จะส่งผลให้ราคาปุ๋ยในประเทศปรับตัวสูงขึ้นทันที
ขณะที่ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เบื้องต้นมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปตะวันออกกลางนั้นสูงถึงหลายหมื่นล้านบาทต่อปี โดยมีสินค้าหลักคือ ข้าว, ทูน่ากระป๋อง และเนื้อสัตว์แปรรูป โดยเฉพาะเนื้อไก่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวิเคราะห์เชิงลึกว่าการสู้รบกระทบต่อเมืองท่าหลักในการขนส่งจุดใดบ้าง ทางกระทรวงฯ ได้ประสานงานกับสมาคมผู้ส่งออกเพื่อติดตามสถานการณ์รายวัน โดยเตรียมแผนสำรองในการหาตลาดใหม่ในภูมิภาคอื่นเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว
นายวิณะโรจน์กล่าวว่า ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่าการออกมาตรการช่วยเหลือจะต้องดำเนินการให้ตรงจุด โดยจะย้อนดูข้อมูลจากผู้ส่งออกว่าเกษตรกรในพื้นที่ใดที่ได้รับผลกระทบจากการส่งออกชะงักตัวมากที่สุด เพื่อกำหนดมาตรการลดรายจ่ายและเยียวยาได้ทันท่วงที โดยหลังจากการสรุปข้อมูลในวันที่ 4 มีนาคม 2569 จะมีการประเมินผลกระทบต่อเนื่องเป็นรายไตรมาสเพื่อให้มั่นใจว่าภาคเกษตรกรรมไทยจะสามารถปรับตัวผ่านพ้นวิกฤตโลกครั้งนี้ไปได้โดยกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรน้อยที่สุด

