เปิดตัว ‘สมาคมการตลาดผู้ประกอบการไทย’ ช่วยเอสเอ็มอีไทยฝ่าวิกฤต Perfect Storm
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ภาคเอกชนผนึกกำลังประกาศเปิดตัว “สมาคมการตลาดผู้ประกอบการไทย” หรือ TEMA อย่างเป็นทางการ นำโดย นายแสงสุข พิทยานุกุล นายกสมาคมการตลาดผู้ประกอบการไทย ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการพัฒนาธุรกิจมาแล้วกว่า 4,000 ราย พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและ SME พร้อมทั้งคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ เพื่อเป็น “คู่คิด” หาโซลูชันการตลาดให้ SME ไทย 3.3 ล้านราย ก้าวข้ามจาก “ทางรอด” สู่ “ทางรุ่ง” อย่างยั่งยืน ผ่านระบบสมาชิก 3 ระดับ และบริการ SME Clinic เจาะลึกปัญหาถึงแก่น
ไทยกำลังเผชิญ “Perfect Storm” รอบด้าน
การก่อตั้ง TEMA ในครั้งนี้ เกิดจากเจตนารมณ์ร่วมของภาคเอกชนที่มองเห็นความท้าทายของ SME ไทยกว่า 3.3 ล้านราย ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจ ทว่าผู้ประกอบการเหล่านี้กำลังเผชิญกับ “Perfect Storm” หรือพายุสมบูรณ์แบบจากทุกทิศทาง ประกอบด้วย 4 ปัจจัยวิกฤต ได้แก่ ภาวะต้นทุนพุ่งกระฉูด เศรษฐกิจชะลอตัวสวนทางกับต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อัตรากำไรของ SME ถูกบีบอัดจากทั้งสองทิศทางพร้อมกัน พฤติกรรมผู้บริโภคผันผวน (AI & Tech Disruption) เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เข้ามาพลิกโฉมความต้องการของตลาดอย่างฉับพลัน ผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ทันย่อมสูญเสียตลาดโดยไม่รู้ตัว สงครามราคาข้ามชาติ ทุนต่างชาติและสินค้าราคาถูกทะลักเข้าตลาดไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ธุรกิจไทย สร้างแรงกดดันด้านราคาที่ผู้ประกอบการรายย่อยรับมือได้ยาก ช่องโหว่ด้านการบริหาร ผู้ประกอบการจำนวนมากมีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ แต่ยังขาดกลยุทธ์การตลาดและระบบบริหารจัดการที่แข็งแกร่ง ทำให้ของดีไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้อย่างที่ควร
“อยากรวยต้องรีบเจ๊ง เปลี่ยนการเป็นเจ้าของธุรกิจ สู่ผู้ประกอบการตัวจริง วันนี้ไม่ใช่แค่การเปิดตัวสมาคม แต่วันนี้คือ จุดเริ่มต้นของพันธกิจ ที่พวกเราในภาคเอกชนได้ร่วมมือกันเพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” นายแสงสุข กล่าว
ตั้งเป้า 3.3 แสนราย ในอีก 5 ปี
TEMA ขับเคลื่อนผ่านวัตถุประสงค์หลัก 7 ด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมศักยภาพด้านการตลาดมาตรฐานสากล การสร้างเครือข่ายอีโคซิสเต็ม การวิจัยองค์ความรู้ในบริบทไทย การปลูกฝังนวัตกรรม การร่วมมือกับองค์กรสาธารณประโยชน์ ไปจนถึงการส่งเสริมจริยธรรมและปฏิบัติตามมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR โดยปีแรกมีเป้าหมายเข้าถึงผู้ประกอบการ 10,000 รายต่อปี และตั้งเป้าไว้ที่ 3.3 แสนราย หรือคิดเป็น 10% ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ได้ออกแบบระบบบริการ 8 ประเภท เพื่อครอบคลุมทุกมิติที่ผู้ประกอบการต้องการ ได้แก่ 1.Online Knowledge องค์ความรู้ด้านการตลาดและธุรกิจผ่านออนไลน์ เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา 2.Community Meet เวทีพบปะแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างสมาชิก สร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง 3.ส่วนลด Paid Event สิทธิ์ลดราคา Marketing Class, Workshop และกิจกรรมพัฒนาทักษะ 4.Strategic Roundtable โต๊ะกลมแบ่งปันกลยุทธ์เชิงลึกระหว่าง SME ระดับผู้บริหาร 5.Promote โปรโมทธุรกิจสมาชิกผ่านช่องทางสื่อสารของสมาคมฯ 6.Incubation Program บ่มเพาะเชิงลึก เข้าใจการตลาดและการดำเนินธุรกิจครบวงจร 7.SME Health Check ตรวจวินิจฉัยสุขภาพธุรกิจ ระบุจุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสพัฒนา และ 8.SME Clinic ผู้เชี่ยวชาญเข้า “ผ่าตัดธุรกิจ” แก้ปัญหาโดยตรงในแบบเคสบายเคส
เปิดสมาชิก 3 ระดับ ตอบโจทย์เอสเอ็มอีทุกช่วงการเติบโต
สมาคม TEMA ได้ออกแบบโครงสร้างสมาชิกใหม่ เพื่อรองรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในทุกช่วงการเติบโต โดยจัดทำเป็น 3 ระดับหลัก พร้อมโซลูชันที่เลือกได้ตามความต้องการและ “อาการ” ของธุรกิจ ตั้งแต่เริ่มต้นทำความรู้จักองค์กร ไปจนถึงการยกระดับและแก้ปัญหาเชิงลึกอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ โครงสร้างสมาชิกแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1.Participant (ฟรี) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการทำความรู้จัก TEMA และติดตามข้อมูลข่าวสารก่อนตัดสินใจสมัครสมาชิกแบบเต็มรูปแบบ 2. Silver 1,200 บาทต่อปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มสร้างเครือข่าย พัฒนาองค์ความรู้ และขยายคอนเนกชัน 3. Gold 2,500 บาทต่อปี เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่พร้อมสเกลอัปธุรกิจอย่างเป็นระบบ 4. Platinum 5,000 บาทต่อปี เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยวิเคราะห์และแก้ปัญหาธุรกิจโดยตรง ทั้งนี้ โครงสร้างดังกล่าวมุ่งช่วยให้เอสเอ็มอีเลือกระดับการสนับสนุนได้เหมาะสมกับสถานะและเป้าหมายของธุรกิจในแต่ละช่วงเวลา
กุญแจสำคัญในการก้าวผ่านวิกฤต “เวลาที่มีผู้ประกอบการมาปรึกษา ผมมักจะบอกคาถาหนึ่งเสมอว่า ‘อยากรวย ต้องรีบเจ๊ง’ ฟังดูน่าตกใจ แต่นั่นหมายถึงให้รีบลงมือทำ รีบผิดพลาด รีบเรียนรู้ บางคนมัวแต่กลัว สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรเลย คนที่สำเร็จเขาเจ๊งมาแล้วหลายรอบ ทำสินค้า 10 อย่าง จะสำเร็จเพียง 1 อย่าง นี่คือวิถีของผู้ประกอบการที่แท้จริง”
ผู้ประกอบการไทยกังวลเกินไป
ความกังวลของผู้ประกอบการไทยต่อสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง อาจมากเกินกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกหรือวัตถุดิบนำเข้าโดยตรง แต่กลับวิตกจากกระแสข่าวเรื่องราคาน้ำมัน ค่าเงิน และค่าขนส่งที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ทั้งที่หลายปัจจัยยังไม่เกิดขึ้นจริง พร้อมมองว่าดีมานด์ในประเทศยังมีอยู่ เพราะประชาชนยังต้องบริโภคสินค้าและใช้ชีวิตตามปกติ เพียงแต่พฤติกรรมการใช้จ่ายจะระมัดระวังมากขึ้น เลือกสินค้าที่คุ้มค่าและให้คุณค่ามากกว่าเดิม
ผู้ประกอบการควรหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคาในช่วงเศรษฐกิจผันผวน แต่ควรเพิ่มมูลค่าและสื่อสารคุณค่าของสินค้าให้ชัดเจน ทั้งด้านประโยชน์ใช้สอยและคุณค่าทางอารมณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ขณะเดียวกันเห็นว่าภาครัฐควรสื่อสารข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อลดความตื่นตระหนก และออกมาตรการดูแลต้นทุนพลังงานและสภาพคล่องให้ตรงจุด เพื่อประคับประคองภาคธุรกิจในช่วงความไม่แน่นอน

