หน้าแรก เศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร...

นักเศรษฐศาสตร์เวิลด์แบงก์ ชี้ ไทยโตช้าสุดในอาเซียน แนะแก้ 3 ปม ดันจีดีพีขยับ

4.03.26 | 16:08 น.

นักเศรษฐศาสตร์เวิลด์แบงก์ ชี้ ไทยโตช้าสุดในอาเซียน แนะแก้ 3 ปม ดันจีดีพีขยับ

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เปิดเผยว่า ประเทศไทยถือว่าโตช้าสุดเทียบกับอาเซียนด้วยกัน เราตามหลังประเทศอื่นอยู่ โดยโอกาสใหม่ที่จะเข้ามาเป็นการลงทุนจากต่างชาติที่สนใจธุรกิจในอนาคต ซึ่งไทยจะต้องเร่งดึงดูดกลุ่มลงทุนเหล่านี้เข้ามา สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ 3 เรื่องเพื่อสร้างโอกาสในการเติบโต ได้แก่ 1.การแข่งขันในธุรกิจใหม่ 2.การเพิ่มทักษะใหม่ของแรงงาน และ 3.การปรับสมดุลทางการคลัง ซึ่งหากทำทั้งหมดร่วมกันได้ การขยับของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ไทยก็เปลี่ยนแปลงและเติบโตได้

สินค้าส่งออกไทยมีอายุ

นายเกียรติพงศ์ กล่าวว่า การส่งออกสินค้าของไทยอยู่ในกลุ่มที่ไม่ได้แอดวานซ์มากนัก โดยภาคอุตสาหกรรมไทยอยู่ในเซกเตอร์ที่มีอายุ สะท้อนจากเม็ดเงินลงทุนในตลาดทุนหุ้นไทยที่มีสูงสุดในอาเซียน แต่ฟันด์โฟลว์ที่เข้าไปแต่ละปี เป็นการบำรุงรักษา ไม่ได้ใช้เพื่อสร้างโครงสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ซึ่งถือเป็นลักษณะของประเทศที่เติบโตและร่ำรวยแล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่ได้ทำแบบนั้น จึงควรมีสัดส่วนที่ใช้พัฒนาเพิ่มสิ่งใหม่มากกว่านี้ จากการจัดอันดับกลุ่มประเทศ จะพบว่า เวียดนามที่เป็นคู่แข่งไทยอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางเช่นกัน และไทยก็อยู่ในระดับกลางของกลุ่มนี้ ส่วนประเทศที่แซงไทยไปแล้วมีทั้งมาเลเซีย และจีน ซึ่งวิ่งได้เร็วมากในช่วงหลังๆ ที่ผ่านมา

ห่วงสงครามเพิ่มหนี้พุ่ง

นายเกียรติพงศ์ กล่าวว่า ความน่ากังวลคือ ระดับหนี้ครัวเรือนไทยที่สูงสุดในอาเซียน และภาระหนี้จ่ายก็เบียดเงินออมจนน่าเป็นห่วง ยิ่งผสมกับภาวะราคาน้ำมันที่จะปรับสูงขึ้น หลังเกิดเหตุการณ์สหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านที่เป็นสงครามใหญ่ในตะวันออกกลาง ทำให้ประชาชนกลุ่มรายได้ปานกลางลงมาไม่มีช่องทางขยับตัว สะท้อนการจ้างงานที่ไม่ได้ดีเท่าที่ควรเช่นกัน โดยคนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังใจในการหางาน ทั้งภาคเกษตร และกลุ่มที่ย้ายออกมาจากภาคอุตสาหกรรมเพื่อกลับบ้านเกิด 9%

Advertisement

ท่องเที่ยวรอฟื้นกว่า3ปี

นายเกียรติพงศ์ กล่าวว่า ประเทศไทยพึ่งพาภาคการท่องเที่ยว โดยภาคการท่องเที่ยวขณะนี้ในภาพรวมทั้งโลกมีการฟื้นตัวแล้ว แต่ส่วนแบ่งตลาดหันไปประเทศอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม ญี่ปุ่น ส่วนท่องเที่ยวไทยมีปัญหาในเรื่องโครงสร้าง ที่ส่งผลกระทบต่อไทยตั้งแต่ก่อนเกิดโควิด-19 ทั้งเมืองหลัก เมืองรองที่ไม่กระจายตัว และค่าเงินบาทที่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลากว่า 3 ปี ที่รายได้ท่องเที่ยวไทยจะกลับคืนสู่จุดเดิมปี 2562 ก่อนเกิดโควิดได้