หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท.ประเมินศึ...

ธปท.ประเมินศึกตะวันออกกลาง กดจีดีพีไทยลงแค่ 0.1-0.2% ยันคุมเสถียรภาพได้ แม้กระทบเงินเฟ้อ

4.03.26 | 17:06 น.

ธปท.ประเมินศึกตะวันออกกลาง กดจีดีพีไทย 0.1-0.2% ยันยังคุมเสถียรภาพได้ แม้กระทบเงินเฟ้อ

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงการประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่า ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังติดตามและประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาแบบรายชั่วโมง โดยปัจจัยหลักที่ต้องจับตาคือระยะเวลาของความขัดแย้ง หากยืดเยื้อจนส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานการส่งออกน้ำมันในระยะยาว อาจกดดันให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องและส่งผลกระทบในวงกว้าง

นายวิทัยกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ย่อมได้รับผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม จากการประเมินเบื้องต้น ณ สถานการณ์ปัจจุบัน ผลกระทบต่อจีดีพียังอยู่ในระดับจำกัด คาดว่าอาจส่งผลให้จีดีพีลดลงเพียงประมาณ 0.1-0.2% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยโดยรวมยังอยู่ในภาวะที่มีความเข้มแข็ง แต่ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามว่าสถานการณ์ต่อว่าจะขยายวงและยืดเยื้อไปมากน้อยเพียงใด

สำหรับผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ นายวิทัยกล่าวว่า เป็นด้านที่ได้รับผลกระทบชัดเจนกว่าด้านอื่น เนื่องจาก สัดส่วนราคาน้ำมันในตะกร้าเงินเฟ้อมีอยู่ประมาณ 13% ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่เนื่องจากปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำมาก โดยคาดการณ์ทั้งปีไว้ที่ประมาณ 0.2-0.3% ทำให้ ธปท.ยังมีความสามารถในการบริหารจัดการและดูแลเสถียรภาพราคาได้

นายวิทัยระบุว่า นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีเสถียรภาพเศรษฐกิจภายนอกที่แข็งแกร่ง มีระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศสั้น ทำให้มีเกราะป้องกันและกันชนที่ดีพอในการรองรับความผันผวนจากการเคลื่อนย้ายเงินทุน จึงยังไม่เกิดความกังวลต่อเสถียรภาพระบบการเงินในขณะนี้ ส่วนความกังวลเรื่องน้ำมันสำรอง 60 วันนั้น ยืนยันว่าในทางปฏิบัติไทยสามารถจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นและใช้พลังงานทดแทนเข้ามาเสริมได้ จึงขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับความผันผวนของตลาดในระยะสั้น

นายวิทัยกล่าวว่า ประเด็นความกังวลหากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนนี้ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยประกอบ โดยเฉพาะสถานการณ์ในจีนและระยะเวลาที่ราคาค้างอยู่ในระดับสูงปกติราคามักจะพุ่งขึ้นชั่วคราว (Spike) ก่อนจะปรับตัวลดลง ซึ่งโอกาสที่จะยืนระยะยาวในระดับดังกล่าวนั้นมีไม่บ่อยนัก ทั้งนี้ ในส่วนของภาคธนาคารพาณิชย์ ทาง ธปท.ได้มีการหารือและประสานงานอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารแต่ละแห่งได้เตรียมมาตรการดูแลและช่วยเหลือลูกค้ารายกลุ่มที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันไว้พร้อมแล้ว เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการอย่างเต็มที่

Advertisement

นายวิทัยกล่าวว่า สำหรับความเป็นไปได้ในการออกมาตรการทางการเงินเพิ่มเติม หรือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบพิเศษ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ขณะนี้ยังต้องรอประเมินความรุนแรงและขอบเขตของผลกระทบก่อน เชื่อว่าภาครัฐกำลังเตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว ขณะที่ด้านการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่วงหน้าไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หากสถานการณ์ไม่บานปลายมากกว่านี้ เชื่อว่าจะยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้