หน้าแรก เศรษฐกิจ กรมศุล &#8211...

กรมศุล – คต.จับสินค้าเลี่ยงเอดี – สวมสิทธิ 503 ล้าน ลุยเพิ่มโทษบังคับใช้ปีนี้

4.03.26 | 17:16 น.

กรมศุล – คต.จับสินค้าเลี่ยงเอดี – สวมสิทธิ 503 ล้าน ลุยเพิ่มโทษบังคับใช้ปีนี้

ที่กรมศุลกากร นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วย นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมแถลงผลการบูรณาการตรวจสอบสินค้าต้องสงสัยหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด และสินค้าสวมสิทธิ์ปลอมแปลงถิ่นกำเนิดตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้ร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศร่วมแถลงผลการบูรณาการตรวจสอบสินค้าต้องสงสัยหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด และการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อสวมสิทธิ์รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการปกป้องระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศ หลังพบการนำเข้าสินค้าในราคาต่ำกว่ากลไกตลาด ส่งผลกระทบต่อฐานการผลิต การลงทุน และการจ้างงาน กรมศุลกากรจึงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจปล่อยสินค้าและใช้มาตรการเชิงรุกสกัดกั้นการกระทำผิด ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 สามารถจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด มูลค่า 109.92 ล้านบาท และสินค้าสวมสิทธิ์ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด มูลค่า 393.36 ล้านบาท รวมกว่า 503 ล้านบาท โดยตัวเลขการจับกุมสินค้าสวมสิทธิ์เพิ่มสูงขึ้นถึง 160% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน

จับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรพุ่ง 61%

ในส่วนของสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด มูลค่าการจับกุมเพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยพบการกระทำผิดในกลุ่มสินค้าอะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป โปรไฟล์อะลูมิเนียม ท่อเหล็ก และเหล็กกล้าเชื่อมตะเข็บ ด้านกองสืบสวนและปราบปรามจับกุมอะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป 49 ราย มูลค่า 47.17 ล้านบาท และท่อเหล็ก 16 ราย มูลค่า 8.95 ล้านบาท ขณะที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือกรุงเทพ ตรวจพบความผิดในลักษณะใกล้เคียงกัน รวมหลายสิบราย มูลค่าความเสียหายรวมหลายสิบล้านบาท ส่งผลให้อากรตอบโต้การทุ่มตลาดขาดหายรวมหลายล้านบาท ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560

Advertisement

ด้านสินค้าสวมสิทธิ์และปลอมแปลงถิ่นกำเนิด มูลค่าการจับกุมเพิ่มขึ้น 160% จากปีก่อน โดยพบกรณีสำคัญหลายรายการ  อาทิ สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ จับกุมสินค้านำเข้าจากจีนแต่ระบุ “Made in Thailand” เช่น ปลอกหมอน อุปกรณ์ห่วงยางเป่าลม และสินค้าเบ็ดเตล็ด รวมกว่า 50,824 ชิ้น มูลค่าเสียหาย 11.2 ล้านบาท รวมถึงสินค้าอุปกรณ์เสริมความงามอีกกว่า 85,320 ชิ้น มูลค่า 4.94 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบโคมไฟ Solar Light แบรนด์ Panasonic ระบุ “Made in Japan” จำนวน 425 ชิ้น มูลค่า 3.51 ล้านบาท เข้าข่ายละเมิดเครื่องหมายการค้าและปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ด้านกองสืบสวนและปราบปรามตรวจพบเสื้อละเมิดเครื่องหมายการค้าในเขตปลอดอากรจังหวัดชลบุรี จำนวน 37,650 ตัว มูลค่ากว่า 215 ล้านบาท และสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้าระบุ “Made in Thailand” กว่า 110,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 57 ล้านบาท ขณะที่ด่านศุลกากรแม่สอด ตรวจพบแจ็คเก็ตและชุดกีฬารวมกว่า 37,000 ชิ้น แม้ใบขนสินค้าสำแดงถิ่นกำเนิดประเทศจีน แต่ป้ายผ้าระบุ “MADE IN THAILAND” มูลค่าความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท

กรณีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิดเป็นเท็จเข้ามา พ.ศ. 2481 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560

นอกจากนี้ กรมศุลกากรกำลังเตรียมการเพิ่มอัตราโทษสำหรับสินค้าสินค้าสวมสิทธิ์ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงเกณฑ์และอัตราโทษให้สูงขึ้น รวมถึงให้กรมศุลกากรมีอำนาจในการเปรียบเทียบปรับได้ เพื่อให้การจัดการเด็ดขาดมากขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2569

คต.-ศุลกากร คุมเข้มสินค้าเลี่ยงภาษี

นางอารดา เฟื้องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กล่าวว่า สถานการณ์การค้าโลกในปัจจุบันมีแนวโน้มใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าเพิ่มขึ้น ทั้งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) การตอบโต้การอุดหนุน (CVD) รวมถึงกฎระเบียบที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) อื่นๆ  ทำให้ไทยจำเป็นต้องยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์และการส่งผ่านสินค้า (Transshipment) ที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์สินค้าไทยในระยะยาว ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศจึงได้บูรณาการทำงานร่วมกับกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก การเฝ้าระวังผู้ประกอบการกลุ่มเสี่ยงในเขตปลอดอากร การตรวจสอบย้อนกลับเอกสารวัตถุดิบและกระบวนการผลิตจริง ตลอดจนทบทวนความถูกต้องของการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (From C/O ทั่วไป) อย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประเทศคู่ค้าว่าสินค้าไทยมีแหล่งกำเนิดถูกต้องตามหลักสากล

ปัจจุบัน ไทยบังคับใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) 61 กรณี จาก 22 ประเทศ โดยสินค้ากลุ่มเหล็กถูกใช้มาตรการสูงสุดถึง 55 กรณี และยังใช้มาตรการ AC กับสินค้าจีน 2 กรณี เพื่อปิดช่องโหว่การหลบเลี่ยงอากร ขณะเดียวกัน ไทยเองก็ถูกประเทศคู่ค้าใช้มาตรการ AD รวม 79 กรณี และมาตรการ AC อีก 7 กรณี สะท้อนแรงกดดันด้านการค้าระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้น