หน้าแรก เศรษฐกิจ ทิศทางเศรษฐกิ...

ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเป็นอย่างไร ท่ามกลางแรงกดดันและความหวัง

5.03.26 | 12:16 น.

ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเป็นอย่างไร ท่ามกลางแรงกดดันและความหวัง

เชื่อว่าหนึ่งในคำถามที่ค้างคาใจคนไทยจำนวนมากในตอนนี้ คือคำถามว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นหรือไม่ในปี 2569 โดยวิจัยกรุงศรีคาดการณ์ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตที่ราว 2.0% ชะลอลงจากปีที่แล้วที่ขยายตัว 2.4% ผลจากแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง นโยบายกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนความเปราะบางเชิงโครงสร้างภายในประเทศและความไม่แน่นอนด้านสถานการณ์ทางการเมือง โดยผลต่อเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลและความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย

หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็นเรือสักลำ ภาพที่เห็นคงไม่ใช่เรือสปีดโบ๊ตที่พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง แต่เป็นเรือพาณิชย์ที่กำลังพยายามรักษาทิศทางท่ามกลางคลื่นลมแรงจากรอบทิศ โดยปัจจัยที่ขับเคลื่อนเรือลำนี้ให้ยังคงเดินหน้าต่อแบบ “ประคองตัว” ได้ มีดังนี้

ภาคท่องเที่ยว: ความหวังที่ยังไม่เต็มศักยภาพ

แม้ภาคท่องเที่ยวจะยังเป็นความหวังสำคัญในการช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2569 คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 35.5 ล้านคน จากราว 33.0 ล้านคนในปีก่อน อานิสงส์ของจำนวนเที่ยวบินเข้าสู่ไทยในช่วงฤดูหนาว 2568/2569 ที่เพิ่มขึ้น และการขยายเส้นทางบินใหม่โดยเฉพาะจากจีนและอินเดีย แต่การฟื้นตัวดังกล่าวยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิดที่ราว 40 ล้านคน เนื่องจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด จากความกังวลด้านความปลอดภัยและการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย ภาพที่ปรากฏจึงเป็นการฟื้นตัวที่ “ยังไม่เต็มศักยภาพ” อีกทั้งยังสะท้อนโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปหลังวิกฤตโควิดอย่างชัดเจน

Advertisement

การลงทุนภาคเอกชน: แม้เติบโตช้าแต่คาดว่าจะรักษาแรงส่งได้

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ และอุปสงค์ในประเทศที่ฟื้นตัวช้า การลงทุนภาคเอกชนยังมีสัญญาณบวกจากความเชื่อมั่นที่มีแนวโน้มฟื้นตัว หากรัฐบาลชุดใหม่จัดตั้งได้เร็วและเดินหน้านโยบายสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI อาทิ

อุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน อีกทั้งกลไกเร่งรัดการลงทุนอย่าง Thailand FastPass คาดว่าจะช่วยให้หลายโครงการเดินหน้าได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกัน กระแสย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังอาเซียนยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์ เนื่องจากมีโครงสร้างพื้นฐานและซัพพลายเชนที่แข็งแกร่ง

ภาคการส่งออก: ส่งสัญญาณชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์การค้าโลกปีนี้ส่งสัญญาณไม่สดใสนัก โดยองค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่าปริมาณการค้าโลกในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 0.5% ลดลงอย่างมากจากที่เคยขยายตัว 2.4% ในปี 2568 ภาวะดังกล่าวสะท้อนอุปสงค์ในตลาดโลกที่อ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และความต้องการสินค้าเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน จากปัจจัยดังกล่าว วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่าการส่งออกไทยในปี 2569 มีแนวโน้มหดตัวเล็กน้อยที่ -0.4% หลังจากขยายตัวสูงถึง 12.7% ในปี 2568

การบริโภคภาคเอกชน: เผชิญข้อจำกัดจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง

การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโตในอัตราชะลอลงสู่ระดับ 2.2% ท่ามกลางระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงกว่า 80% ของ GDP ตัวเลขนี้สะท้อนว่า คนไทยยังอยากใช้จ่าย แต่รายได้ที่เติบโตช้ากว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทำให้เงินในกระเป๋าเหลือน้อยลงเรื่อยๆ ขณะที่มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐในช่วงก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นโครงการแจกเงินหมื่น โครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเที่ยวดีมีคืน ล้วนเป็นมาตรการกระตุ้นระยะสั้น เมื่อมาตรการเหล่านี้หมดลง ครัวเรือนต้องกลับมาพึ่งรายได้จริงซึ่งยังไม่แข็งแรงพอจะหนุนการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง

การใช้จ่ายภาครัฐ: เมื่องบประมาณไม่เอื้อให้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิมๆ

แม้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์สร้างความหวังต่อการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง แต่ข้อจำกัดทางการคลังยังเป็นโจทย์ใหญ่ โดยแผนการคลังที่วางไว้กำหนดให้รัฐบาลทยอยลดการขาดดุลงบประมาณจาก 4.5% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2568 เหลือ 4.4% ในปีงบประมาณ 2569 และ 3.9% ในปีงบประมาณ 2570 ในขณะที่งบกลางของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2569 มีจำกัด โดยรัฐบาลจำเป็นต้องรักษาวินัยทางการคลังมากขึ้น หากรัฐบาลต้องการจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบเดิมซ้ำอีกครั้ง เช่น มาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ที่เคยใช้งบราว 4.4 หมื่นล้านบาท จึงไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งการใช้จ่ายภาครัฐยังมีความเสี่ยงจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติงบประมาณปี 2570 ที่คาดว่าจะล่าช้าเล็กน้อย และกระทบการเบิกจ่ายในไตรมาสสุดท้ายของปี สะท้อนว่า แม้รัฐบาลรู้ว่าต้องพาเศรษฐกิจไปในทิศทางไหน แต่พื้นที่ทางการคลังที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้แรงหนุนจากภาครัฐอาจไม่เต็มที่

แม้จะมีความหวัง แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องเฝ้าระวัง

แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับอานิสงส์จากภาคท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ และอุปสงค์ในประเทศบางส่วน แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายรอบทิศทาง อาทิ ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ ที่ไม่แน่นอน ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ การไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทยที่มาพร้อมกับการนำเข้าสินค้าสหรัฐ อันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะ Twin Influx ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิตสินค้าของไทยหลายกลุ่ม ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่อาจเข้าสู่ภาวะเอลนีโญเร็วกว่าคาดและจะกระทบต่อผลผลิตตลอดจนรายได้เกษตรกร รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนสูง ประชากรสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของบางอุตสาหกรรม ความท้าทายเหล่านี้อาจส่งผลให้กรอบการปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีจำกัด ส่งสัญญาณชัดเจนว่าปีนี้เป็นปีที่จะต้องเดินหน้าด้วยความไม่ประมาท

โดยต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อประคองให้เศรษฐกิจไทยผ่านพ้นแรงปะทะไปได้อย่างมั่นคง