พณ. เผย ส่งออก-นำเข้าไทยยังขยายตัว พร้อมจับตา 6 ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจ
วันที่ 6 มีนาคม 2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กล่าวว่า ดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้าของไทย เดือนมกราคม 2569 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี การบริโภคอาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลสำคัญในหลายภูมิภาค ตลอดจนต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะจากต้นทุนโลหะสำคัญ อาทิ อะลูมิเนียม และทองแดง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายกีดกันทางการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง การแข็งค่าของเงินบาท อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวทางด้านราคาของไทยในระยะข้างหน้า โดยมีรายละเอียด ดังนี้
นายนันทพงษ์ กล่าวต่อว่า ดัชนีราคาส่งออก เดือนมกราคม 2569 เท่ากับ 112.9 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวร้อยละ 1.8 (YoY) จากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่ทยอยฟื้นตัว ประกอบกับคำสั่งซื้อบางรายการขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้หมวดสินค้าที่ดัชนีราคาส่งออกปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย หมวดสินค้าอุตสาหกรรม สูงขึ้นร้อยละ 2.8 ได้แก่ ทองคำ ราคายังทรงตัวสูง โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นโยบายการเงิน เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ตามการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่ช่วยสนับสนุนความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูล และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ได้รับอานิสงส์จากอุณหภูมิและคลื่นความร้อนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก และหมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร สูงขึ้นร้อยละ 0.5 ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ตามกระแสการดูแลสุขภาพ รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบสัตว์น้ำที่สูงขึ้น อาหารสัตว์เลี้ยง ตามความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมในตลาดต่างประเทศ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ยังเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ ประกอบกับสภาพอากาศที่เริ่มกลับมาร้อนในเอเชีย ทำให้เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาทิ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ และสินค้าพร้อมดื่ม เป็นที่ต้องการของตลาด หมวดสินค้าเกษตรกรรม สูงขึ้นร้อยละ 0.2 เป็นการกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 12 เดือน จากการสูงขึ้นของราคาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ไก่สดแช่เย็น แช่แข็งและแปรรูป โดยเฉพาะไก่แปรรูป ตามคำสั่งซื้อจากตลาดหลักอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ยังคงหดตัวต่อเนื่องร้อยละ 13.7 โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูป และน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นไปตามทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลกที่ทยอยปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า
นายนันทพงษ์ กล่าวอีกว่า ดัชนีราคานำเข้า เดือนมกราคม 2569 เท่ากับ 119.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 (YoY) ตามความต้องการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อรองรับการผลิตและส่งออกต่อเนื่อง รวมถึงการบริโภคและการท่องเที่ยวภายในประเทศทยอยฟื้นตัว กระตุ้นความต้องการนำเข้าสินค้าบางประเภทเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ดัชนีราคานำเข้าปรับตัวสูงขึ้นเกือบทุกหมวดสินค้า ประกอบด้วย หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป สูงขึ้นร้อยละ 10.6 ได้แก่ ทองคำ ตามความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น อุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามความต้องการชิ้นส่วน อาทิ แผงวงจรไฟฟ้า วงจรพิมพ์ และอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากตลาดหลัก และสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการนำเข้าโลหะและผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป เพื่อรองรับการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค สูงขึ้นร้อยละ 6.7 ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และเครื่องประดับอัญมณี ตามความต้องการนำเข้าสินค้าเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ หมวดสินค้าทุน สูงขึ้นร้อยละ 4.3 ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ตามความต้องการด้านดิจิทัล อุปกรณ์รองรับ AI และ Data Center สำหรับเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การทดสอบ ตามความต้องการสินค้าเพื่อใช้ในการลงทุน โดยเฉพาะภาคการผลิตและบริการ และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง สูงขึ้นร้อยละ 2.1 โดยเฉพาะส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์
ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่หมวดสินค้าเชื้อเพลิง ลดลงร้อยละ 12.7 จากราคาน้ำมันดิบเป็นสำคัญ เนื่องจากได้รับแรงกดดันด้านอุปทานที่เพิ่มขึ้น
แนวโน้มดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า เดือนกุมภาพันธ์ 2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง แต่ในอัตราชะลอลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก
1) ความต้องการบริโภคอาหาร สินค้าเกษตรแปรรูป ยังขยายตัวต่อเนื่อง
2) สินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีดิจิทัล และพลังงานสะอาดยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก
3) ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่
1) ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และประเทศคู่ค้าหลัก
2) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อในหลายภูมิภาค
3) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและมาตรการภาษีของประเทศคู่ค้าสำคัญ
4) ราคาสินค้าเกษตรสำคัญบางกลุ่มยังเผชิญกับปัญหาอุปทานส่วนเกิน และการแข่งขันทางด้านราคา
5) ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ
6) การแข็งค่าของเงินบาท

