พิษสงครามตะวันออกกลาง ผู้ส่งออกโอดค่าระวางเรือ พรวดเกือบเท่าตัว วอนรัฐถกบ.เดินเรือ-คุมราคา’อย่าขึ้นเกินจริง’
วันที่ 6 มีนาคม นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานและสินค้าสำคัญของโลก ส่งผลให้ผู้ประกอบการเดินเรือและผู้ส่งออกทั่วโลกเริ่มเผชิญความไม่แน่นอนด้านต้นทุนและระยะเวลาการขนส่งสินค้า โดยล่าสุด สรท.ประเมินว่า ในระยะสั้นผู้ประกอบการส่งออกไทย จะเริ่มเผชิญกับต้นทุนโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น จากหลายปัจจัย อาทิ การเรียกเก็บ Emergency Surcharge หรือ War Risk Surcharge เพิ่มเติมจากสายการเดินเรือ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ (Rerouting) เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ความเสี่ยง ซึ่งส่งผลให้ระยะเวลาการขนส่งยาวนานขึ้นและมีต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น อีกทั้งในบางกรณี สายการเดินเรืออาจต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปยังเส้นทางที่ปลอดภัยมากขึ้น ทำให้ระยะเวลาในการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นหลายวันถึงหลายสัปดาห์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าอุตสาหกรรมที่มีสัญญาส่งมอบตามกำหนดเวลา
นายธนากร กล่าวว่า ในส่วนของการดำเนินการของภาคเอกชน สรท. ได้เริ่มประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสายการเดินเรือระหว่างประเทศ เพื่อขอความร่วมมือให้มีการบริหารจัดการต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการปรับเพิ่มค่าระวางเรือหรือค่าธรรมเนียมพิเศษในระดับที่เกินความจำเป็น ทั้งนี้เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทยในช่วงสถานการณ์ที่มีความผันผวนสูง
“สรท. อยู่ระหว่างการ ประสานข้อมูลกับพันธมิตรด้านการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงการติดตามท่าทีของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อประเมินแนวทางในการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ โดยมีข้อเสนอในระดับนานาชาติให้พิจารณาการใช้เรือภายใต้ธงประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับทุกฝ่าย เช่น เรือธงจีนหรือรัสเซีย เพื่อให้สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยและลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของเส้นทางการค้า ” นายธนากร กล่าว
นายธนากร กล่าวต่อว่า ในส่วนของการประสานกับภาครัฐ สรท. ได้เสนอให้รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์ด้านโลจิสติกส์โลกอย่างใกล้ชิด และส่งสัญญาณไปยังผู้ประกอบการสายการเดินเรือให้ การปรับเพิ่มค่าระวางเรือและค่าธรรมเนียมพิเศษต่าง ๆ เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง และมีความโปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดภาระเกินสมควรต่อผู้ส่งออกไทย
ทั้งนี้ ในวันที่ 6 มีนาคมนี้ สรท. ได้เชิญกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ Export–Import Bank of Thailand (EXIM Bank) เข้าหารือและให้ข้อมูลแก่สมาชิกผู้ส่งออกเกี่ยวกับมาตรการที่ธนาคารพร้อมให้การสนับสนุนในสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสินเชื่อหมุนเวียน การบริหารความเสี่ยงทางการค้า และเครื่องมือประกันความเสี่ยงการส่งออก เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของต้นทุนโลจิสติกส์และการค้าโลก โดยการหารือดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของ การประสานความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับธนาคารของรัฐ เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างกลไกสนับสนุนผู้ส่งออกไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในช่วงที่การค้าระหว่างประเทศเผชิญความไม่แน่นอนสูง
“สรท. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมประสานงานกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การส่งออกของไทยสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในภาวะที่ระบบโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศกำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน ” นายธนากร กล่าว
นายธนากร กล่าวต่อว่า เริ่มได้รับการแจ้งจากผู้ส่งออกว่า ขณะนี้เริ่มมีการขอปรับราคาโดยรวมและราคาสูงถึงเกือบเท่าตัวแล้ว ถือว่าสูงมาก แต่อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการเจรจาและการผลักดันว่าใครเป็นผู้รับค่าใช้จ่ายระหว่างผู้ส่งออกและนำเข้า
ทั้งนี้ สำหรับ ค่าระวางเรือ ก่อนเกิดสงคราม โดยทั่วไป (ช่วงต้นปี 2568 ถึง ต้นปี2569) ตู้ 20 ฟุต (TEU) ประมาณ 900 – 1,100 USD ตู้ 40 ฟุต (FEU) ประมาณ 1,200 – 1,400 USD เช่น เส้นทาง ไทย – Jebel Ali (UAE) อยู่ที่ประมาณ 1,100 USD/TEU และ 1,400 USD/FEU และมี War Risk surcharge เพียงเล็กน้อยประมาณ 35 USD/TEU และ 70 USD/FEU เท่านั้น ค่าระวางในช่วงสถานการณ์สงครามปัจจุบัน
แต่หลังเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (ปลายกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 ) ตอนนี้ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากหลายส่วน ได้แก่ • Emergency Conflict Surcharge • War Risk Insurance • Rerouting เส้นทางเดินเรือ • บางสายเรือหยุดรับ booking ส่งผลให้สายเรือบางรายเริ่มเรียกเก็บ Emergency Conflict Surcharge 2,000 USD / ตู้ 20 ฟุต และ 3,000 USD / ตู้ 40 ฟุต


