กรมโรงงานฯ เปิดบ้านรับ สปป.ลาว หารือเคลื่อนย้ายของเสียข้ามแดน ‘Black Mass จากแบตเตอรี่’
นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ให้การต้อนรับ นายวีระศักดิ์ จุนดารา อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา กระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม แห่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรไทย เพื่อประชุมหารือเกี่ยวกับ “ขั้นตอนการดำเนินการตามอนุสัญญาบาเซล” โดยมี นางนุชนาถ สุพรรณศรี นักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญ กองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม และเจ้าหน้าที่กองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม กรมโรงงานอุตสาหกรรม เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 503 อาคารกรมโรงงานอุตสาหกรรม
การหารือในครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขั้นตอนการปฏิบัติ ระหว่าง ประเทศไทย โดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และ สปป.ลาว โดย กรมอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา กระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้อนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด (Basel Convention on the Control of Transboundary Movements of Hazardous Wastes and Their Disposal) กรณี สปป.ลาว มีแผนจะนำเข้าผงละเอียดสีดำที่เป็นผลผลิตจากการนำแบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว (Black Mass) จาก แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ จากสาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อนำไปสกัดโลหะมีค่า โดยมีเส้นทางขนส่งผ่านประเทศไทย

ประเทศไทยกำหนดให้ Black Mass จากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า เข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งต้องขออนุญาตและได้รับอนุญาตนำผ่านกรณีที่จะขนส่งของเสียผ่านประเทศไทยไปยัง สปป.ลาว และรถขนส่งต้องได้รับอนุญาตครอบครองวัตถุอันตรายเพื่อการขนส่งด้วย นอกจากนี้ เถ้าลอย (Fly ash) ก็เข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การดำเนินการนำเข้า-ส่งออก จึงต้องขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วยเช่นกัน
ได้ชี้แจงรายละเอียดขั้นตอนแนวทางปฏิบัติ เอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงถ่ายทอดประสบการณ์และกลไกการดำเนินงาน เพื่อให้การเคลื่อนย้ายของเสียเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสอดคล้องตามหลักการอนุสัญญาบาเซลฯ
ทั้งนี้ ประเทศไทยและ สปป.ลาว มีความสัมพันธ์อันดีและมีความร่วมมือใกล้ชิดหลายด้านมาอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นอีกโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งประเทศไทย (เป็นภาคีอนุสัญญาบาเซลฯ เมื่อปี พ.ศ. 2540) และ สปป.ลาว (เป็นภาคีอนุสัญญาบาเซลฯ เมื่อปี พ.ศ. 2545) ต่างให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารจัดการของเสียอันตราย โดยเฉพาะ การเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของประชาชน ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน


