หน้าแรก เศรษฐกิจ สันติธาร ชี้ ...

สันติธาร ชี้ โลกกำลังเข้าสู่ยุค Security First สงครามตะวันออกกลาง อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลก

9.03.26 | 07:53 น.

สันติธาร ชี้ โลกกำลังเข้าสู่ยุค Security First สงครามตะวันออกกลาง อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลก

วันที่ 9 มี.ค.69 ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคต อดีตผู้บริหารบริษัทเทคฯและภาคการเงินระดับโลก โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “สันติธาร เสถียรไทย – Dr Santitarn Sathirathai” ระบุว่า  โลกกำลังเข้าสู่ยุค “Security First” สงครามในตะวันออกกลางอาจเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของโลก

บทความนี้ไม่ได้วิเคราะห์ผลกระทบระยะสั้น เพราะมีงานดีๆเขียนไว้เยอะแล้ว แต่อยากชวนมองอีกมุมหนึ่งว่าเหตุการณ์นี้กำลังบอกอะไรเรา เกี่ยวกับ “โลกใหม่”ที่มาถึงแล้ว เพราะเมื่อมองภาพกว้าง สงครามครั้งนี้อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ความมั่นคง” กลายเป็นปัจจัยหลักของเศรษฐกิจ หรือที่อาจเรียกว่า ”Security-First Economy“ *โลกกำลังให้ “Security Premium” ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดเน้นประสิทธิภาพก่อน คือ efficiency-first

บริษัทพยายามลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด ประเทศพยายามทำให้ supply chain เร็วที่สุด แต่เหตุการณ์ในช่วงที่ผ่านมา กำลังทำให้หลายประเทศเริ่มคิดใหม่ เรากำลังเห็นความสำคัญของ “ความมั่นคง” เพิ่มขึ้นในหลายมิติ

-Defence security — สงครามระดับภูมิภาคปะทุขึ้นหลายแห่ง และการเพิ่มงบกลาโหมในหลายประเทศ

Advertisement

-Energy security — สงครามในตะวันออกกลางเตือนเราถึงความสำคัญเรื่องนี้อีกครั้ง

-Supply chain resilience — สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจ ผลักให้การลงทุนย้ายฐานการผลิตจากจีนลงใต้มาอาเซียน ทำให้ตัวเลขบีโอไอไทยก้าวกระโดด

-Financial security — ธนาคารกลางทั่วโลกและกองทุนต่างๆกระจายการลงทุนจากถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ไปเป็นถือทองคำมากขึ้น ส่งให้ราคาทองขึ้นต่อเนื่อง

-Cyber / AI security — มหาอำนาจทุ่มเงินสุดตัวแข่งกันเป็นเจ้าแห่งเอไอ ในขณะเดียวกันกรณีขัดแย้งระหว่างบริษัทเอไอชั้นนำและรัฐบาลสหรัฐฯล่าสุดชี้ให้เห็นถึงบทบาทของเอไอในสงคราม

-Food & Health security — ความมั่นคงทางอาหารและยา เป็นประเด็นสำคัญมาตั้งแต่ยุคโควิด

เมื่อ เชื่อมแต่ละจุดเข้ามาด้วยกัน ภาพที่เห็นชัดขึ้นคือ โลกกำลังเปลี่ยนจาก Efficiency First ไปสู่ Security First ซึ่งหมายความว่า “ราคาความเสี่ยง” (risk premium) ของโลกมีแนวโน้มจะสูงขึ้น และต้นทุนของเศรษฐกิจโลก อาจไม่กลับไปถูกเหมือนเดิม ไม่ว่าสงครามในตะวันออกกลางจะจบเร็วหรือไม่ก็ตาม

แล้วสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไรสำหรับประเทศไทย?

ในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบในรูปแบบ Stagflation shock: ต้นทุนสูงขึ้น พร้อมรายได้ลดลง ซึ่งมีความเสี่ยงจะลากยาวกว่าที่คิด แต่คำถามที่สำคัญต่อไปคือ ประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไร ในโลกที่ “ต้นทุนเพื่อความมั่นคง” (security premium) สูงขึ้น ที่แปลว่าเราอาจต้องยอมจ่ายราคาที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะสำหรับ พลังงาน อาหาร วัตถุดิบสำคัญ ประกัน ฯลฯ

เพื่อให้ได้มาซึ่ง ความมั่นคง เพื่อลดความเสี่ยงและเปราะบาง แม้ในยามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง คลี่คลายลงแล้ว เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุค Security-First ประเทศต่าง ๆ ต้องเริ่มถามตัวเองสองคำถาม ”เราเปราะบางตรงไหน“ และ“เรามีจุดแข็งอะไรที่โลกต้องการ”

4 ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยควรคิด

A. ประเทศไทยต้องมียุทธศาสตร์ “ภูมิเศรษฐกิจ” (Geoeconomic Strategy) ในโลกที่เศรษฐกิจและความมั่นคงเชื่อมโยงกันมากขึ้น ประเทศต่าง ๆ เริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า “ภูมิเศรษฐกิจ” (Geoeconomics) คือการมองเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และเทคโนโลยี ผ่านเลนส์ของยุทธศาสตร์และความมั่นคงของประเทศ ประเทศไทยอาจไม่สามารถควบคุมความขัดแย้งในโลกได้ แต่สามารถเตรียมตัวรับมือได้ดีขึ้น สิ่งหนึ่งที่จำเป็นคือ การมียุทธศาสตร์และกลไกด้าน ภูมิเศรษฐกิจ รวมถึงทีมงานที่สามารถประสานงานกันอย่างใกล้ชิด ระหว่าง ฝั่งเศรษฐกิจ การต่างประเทศ เทคโนโลยี และความมั่นคง ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจต้องพิจารณามิติความมั่นคง นโยบายด้านความมั่นคงต้องเข้าใจมิติเศรษฐกิจ และทุกด้านต้องมีความเข้าใจเทคโนโลยีที่กำลังก้าวกระโดด เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือกับความเสี่ยงและโอกาสในโลกใหม่ได้รวดเร็วขึ้น

B. Energy security ต้องเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านพลังงาน ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือ เรื่องความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง จึงมีความเปราะบางต่อ shock ด้านพลังงาน บทเรียนสำคัญไม่ใช่แค่“เก็บสำรองให้มากขึ้น” แต่คือ ลดการพึ่งพา chokepoint ของโลก Green transition จึงไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็น ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการแข่งขัน หากทำอย่างจริงจัง การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด อาจช่วยประเทศไทยได้ทั้ง “ด้านรับ” และ “ด้านรุก”

ด้านรับ: ช่วยเพิ่ม energy security และลดความเสี่ยงจากการนำเข้าพลังงาน

ด้านรุก: ช่วยสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจใหม่ เช่น

Green competitiveness – สินค้าไทยที่มีคาร์บอนต่ำอาจเข้าตลาดยุโรปได้ง่ายขึ้น และแข่งขันได้มากขึ้น

Powershoring – ประเทศที่มีพลังงานสะอาดและระบบไฟฟ้าที่เสถียร อาจดึงดูดการลงทุนยุคใหม่ได้

China shock 2.0 – การแข่งขันอย่างรุนแรงของจีนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ทำให้ต้นทุนอุปกรณ์ลดลงอย่ารวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นโอกาสให้ประเทศอื่นเร่งลงทุนได้เร็วขึ้น

C. ไทยควรเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกที่ “ยืดหยุ่น” มากขึ้น (Resilient Supply Chains) เมื่อบริษัททั่วโลกต้องกระจายความเสี่ยง หลายประเทศและบริษัทกำลังมองหา พันธมิตรใหม่ๆในห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้ ประเทศไทยมีโอกาสวางตำแหน่งตัวเองเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือใน supply chain ระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งในช่วงหลัง เราก็เริ่มเห็นสัญญาณนี้จากการลงทุนผ่าน BOIที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการดึงดูดการลงทุน แต่ต้องทำให้เกิด การถ่ายทอดประโยชน์สู่เศรษฐกิจไทย (spillover effects)

เช่น

-การพัฒนาทักษะแรงงาน

-การเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย

-การยกระดับเทคโนโลยีในประเทศ

ในโลกใหม่ ประเทศที่สามารถเป็น “จุดเชื่อมที่น่าเชื่อถือ” ในห่วงโซ่อุปทานโลก จะมีคุณค่าทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์มากขึ้น

D. ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางด้าน “ความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพ” ในโลกที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากขึ้น อาหารและสุขภาพกำลังกลายเป็นภาคเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ นี่เป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยมีจุดแข็งอยู่แล้ว ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลก และเป็นจุดหมายปลายทางด้านการรักษาพยาบาลและสุขภาพที่มีชื่อเสียง แต่โอกาสของไทยไม่ได้อยู่แค่การส่งออกสินค้าเกษตรขั้นต้น เราสามารถต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น

-อาหารมูลค่าสูงและอาหารเพื่อสุขภาพ (high-value food)

-อาหารฟังก์ชันและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (functional food / nutraceuticals)

-บริการด้านการแพทย์

-ธุรกิจสุขภาพและอายุยืน (wellness และ longevity economy)

หากพัฒนาอย่างจริงจัง ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็น ศูนย์กลางระดับภูมิภาคด้านความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพ ซึ่งจะเป็นทั้งแหล่งรายได้ใหม่ และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในโลกที่ไม่แน่นอนมากขึ้น โลกกำลังเปลี่ยนอีกครั้ง สงครามครั้งนี้อาจไม่ได้เปลี่ยนโลกทันที

แต่กำลังตอกย้ำแนวโน้มที่เห็นชัดขึ้น โลกที่ risk premium สูงขึ้น ความมั่นคงสำคัญขึ้น และต้นทุนอาจไม่กลับไปถูกเหมือนเดิม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ สงครามจะจบอย่างไร แต่คือ มันส่งสัญญาณเกี่ยวกับโลกใหม่ว่าอย่างไร และประเทศไทยจะออกแบบยุทธศาสตร์ภูมิเศรษฐกิจ ในโลกที่กำลังเปลี่ยนถาวรแบบนี้อย่างไร