หอการค้าชี้ราคาพลังงานโลกพุ่ง ยังไม่น่าวิตกเกินเหตุ-ชมรัฐบาลรับมือได้ดี
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ความกังวลการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันโลกที่พุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็นการปรับตัวทำราคาสูงสุดในรอบ 4 ปีนี้ เนื่องจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่มีความตึงเครียดมากขึ้นนั้น ต้องบอกว่าราคาน้ำมันในประเทศไทยยังไม่ได้มีการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ตอนนี้จึงเป็นช่วงอยู่ระหว่างระยะเวลาในการปรับตัวของผู้ประกอบการในการเตรียมการด้านต่างๆ เพราะการผลิตสินค้าในอนาคต อย่างไรต้นทุนก็คงปรับเพิ่มขึ้นแน่นอนจากเรื่องการขนส่งโลจิสติกส์เป็นหลัก เนื่องจากการขนส่งทางเรือจะมีค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องพูดคุยกับคู่ค้าให้ดีก่อน ซึ่งจังหวะนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่เรายังสามารถขายสินค้าที่ผลิตในปัจจุบันได้ เพราะราคาต้นทุนยังคงเดิม จะมีแตกต่างเป็น่ส่วนของค่าระวางเรือที่ชะลอจตัวลงมาบ้างแล้ว
“ตลาดอื่นที่ไม่ใช่ตะวันออกกลางยังมีโอกาสที่จะเร่งผลิตสินค้าและรับออเดอร์ในช่วงสั้นๆ นี้ แต่ว่าก็มีการประเมินไว้แล้วว่า ในอีก 60 วันข้างหน้านั้น ต้นทุนจะขยับขึ้นไปเท่าไหร่ ทำให้ผู้ประกอบการต้องหารือกันอย่างใกล้ชิดที่สุด เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถทำการค้าระหว่างกันได้อย่างดีต่อไป” นายวิศิษฐ์ กล่าว
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของรัฐบาลตอนนี้ถือว่าทำได้ดีแล้ว ในการใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้ามาช่วยพยุงราคาไว้ในเบื้องต้น และจัดทำแผนรับมือ รวมถึงการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยจะมีการหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่อาจสามารถเข้ามาช่วยชดเชยพลังงานที่หายไปได้ ขณะเดียวกันจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น รัฐบาลต้องวางแผนมองไปยังอนาคตมากขึ้นเป็นระยะกลางและระยะยาว ต้องมีนโยบายการผลิตพลังงานทดแทน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการผลิตเองได้ เพื่อผ่อนภาระความไม่แน่นอนที่มีอยู่ในตอนนี้และอนาคต อย่างน้อยที่สุดยังคงความสามารถในการแข่งขันได้ รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมเปิดตลาดใหม่ๆ ที่ต้องการสินค้าหรือบริการจากกระบวนการผลิตอย่างยั่งยืนมากขึ้น
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ประเมินภาพรวมขณะนี้ การปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานในประเทศมองว่ายังไม่น่ากังวลมากขนาดนั้น เหตุการณ์ไม่ได้เป็นภาพเหมือนตอนที่บอกว่าน้ำมันจะหมดไปจากโลก เพราะปัญหาอย่างเดียวที่น่าจะเกิดขึ้นในตอนนี้ คือ ระดับราคาที่แกว่งตัวมากกว่าปกติ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็ระดับราคาน้ำมันก็ลดลงไปถึง 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเคยต่ำกว่านี้ด้วย จากหลายๆ สาเหตุโดยเฉพาะเรื่องกำลังการผลิตของน้ำมันทั่วโลกที่มีสูงเกินความต้องการใช้งานมาตลอด มีแค่ช่วงนี้ที่ปริมาณน้ำมันอาจหายไปจากช่วงปกติบ้างบางส่วน เพราะมีปัญหาเรื่องการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่เชื่อว่า ปริมาณที่หายไปบางส่วนนี้คงหายไปไม่นาน เพราะถือเป็นรายได้หลักของภูมิภาค จึงมองว่าอย่างไรก็ต้องมีทางออกที่สามารถนำขนส่งออกมาได้อยู่แล้ว ทำให้สถานการณ์ราคาพลังงานคงไม่หนักถึงขนาดที่จะขาดแคลนการใช้แบบทั้งโลกต้องมาแย่งน้ำมันกัน ซึ่งตอนนี้ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเป็นแบบนั้น
“การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันคงเป็นการขึ้นแบบชั่วคราว และต่างสถานการณ์ของแต่ละช่วงกัน ตอนนี้มองว่าผลกระทบต่อประเทศไทยอาจไม่ได้มากขนาดนั้น และการรับมือของรัฐบาลสามารถทำได้ เพราะอย่างน้อยที่สุดยังมีปริมาณน้ำมันสต๊อกอยู่ในมือ ข้อกังวลของผู้ประกอบการในตอนนี้ เรื่องสำคัญอันดับ 1 จึงเป็นความไม่แน่นอนในการทำธุรกิจ จากปัจจุบันที่มีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทั้งตัวของผู้ประกอบการ และรัฐบาล เพื่อหาทางปรับตัวให้อยู่รอดท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” นายวิศิษฐ์กล่าว

