หน้าแรก เศรษฐกิจ กพท.ผ่อนกฎรับ...

กพท.ผ่อนกฎรับเที่ยวบินพิเศษ อพยพผู้โดยสารจากศึกตะวันออกกลาง ยันค่าตั๋วยังไม่เกินเพดาน

9.03.26 | 15:59 น.

กพท. ผ่อนกฎรับเที่ยวบินพิเศษอพยพผู้โดยสาร จากศึกตะวันออกกลาง ยันค่าตั๋วยังไม่เกินเพดาน

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. หรือ CAAT เปิดเผยถึงการบริหารจัดการเที่ยวบินในสถานการณ์ฉุกเฉินจากความขัดแย้งและการสู้รบในตะวันออกกลางว่า ปกติแล้วการอนุญาตเที่ยวบินจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนปกติของแต่ละประเทศ แต่ในสถานการณ์สงครามหรือภาวะฉุกเฉิน หลายประเทศจำเป็นต้องใช้ความยืดหยุ่นและอาศัยความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะเที่ยวบินที่เข้ามารับผู้โดยสารหรือประชาชนของประเทศนั้นกลับภูมิลำเนา

พล.อ.อ.มนัทกล่าวว่า กพท.ได้ใช้หลักถ้อยทีถ้อยอาศัยในการอนุมัติเที่ยวบินเพิ่มเติมสำหรับสายการบินที่ร้องขอเข้ามาเพื่อรับผู้โดยสารและประชาชนกลับประเทศ แม้ในสถานการณ์ปกติอาจไม่อนุญาตให้บินเพิ่มได้ง่ายนัก แต่เนื่องจากเป็นสภาวะสงคราม จึงต้องให้ความสำคัญกับหลักมนุษยธรรมเพื่อให้ผู้ที่ตกค้างสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้เร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นการสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในระยะยาว เช่นเดียวกับที่ทางการไทยได้ประสานขอส่งเครื่องบินไปรับคนไทยกลับจากพื้นที่ขัดแย้ง ซึ่งต้องอาศัยการอนุมัติจากหน่วยงานการบินในประเทศนั้นๆ เช่นกัน

พล.อ.อ.มนัทกล่าวต่อว่า ในส่วนของค่าโดยสารเที่ยวบินนั้น ยืนยันว่าปัจจุบันค่าโดยสารยังคงอยู่ภายใต้เพดานราคาที่กฎหมายกำหนด และผู้โดยสารที่ซื้อบัตรโดยสารไว้แล้ว แต่ไม่สามารถเดินทางได้จากเหตุการณ์ความไม่สงบ สายการบินจะต้องดูแลผู้โดยสารตามระเบียบ เช่น การจัดหาที่พักหรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องตามข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ออกประกาศ กพท.101 ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยกำหนดให้สายการบินต้องดูแลผู้โดยสารในกรณีเที่ยวบินล่าช้าหรือไม่สามารถเดินทางได้ และปัจจุบันกฎดังกล่าวครอบคลุมทั้งสายการบินไทยและสายการบินต่างชาติที่ให้บริการในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการเงินชดเชย แต่ต้องการเดินทางกลับบ้านให้เร็วที่สุด เนื่องจากไม่มีใครต้องการติดค้างอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน

สำหรับผลกระทบด้านต้นทุนน้ำมันอากาศยาน พล.อ.อ.มนัทกล่าวยอมรับว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนอย่างรุนแรง โดยในช่วงแรกของความขัดแย้งราคาดีดตัวขึ้นเกือบ 3 เท่า จากประมาณ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พุ่งสูงขึ้นถึงกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม กพท.ได้พยายามกำกับดูแลไม่ให้ซัพพลายน้ำมันฉวยโอกาสขึ้นราคาจากสต๊อกเดิมที่มีอยู่ พร้อมเตรียมหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือขอความร่วมมือจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ในการลดค่าธรรมเนียมสนามบิน เพื่อช่วยพยุงราคาตั๋วโดยสารไม่ให้พุ่งสูงเกินไปจนกระทบต่อประชาชน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ซึ่งตนยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสงครามจะยุติลงเมื่อใด เนื่องจากสถานการณ์สงครามเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก แม้จะเคยเป็นทหารมาก่อนก็ไม่สามารถระบุระยะเวลาได้

พล.อ.อ.มนัทกล่าวว่า แม้จะมีปัจจัยลบจากสงครามตะวันออกกลาง แต่ตารางการบินภาคฤดูร้อน (Summer Slot) ยังมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 5-8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะตลาดจีนและอินเดียที่เริ่มกลับมาอย่างคึกคัก ปัจจุบันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีความหนาแน่นเกือบตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีช่วงที่เป็น Non-peak เนื่องจากประเทศไทยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Haven) เมื่อเทียบกับพื้นที่ขัดแย้งอื่นๆ ทำให้นักท่องเที่ยวยังคงเลือกเดินทางมาไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลต่อเส้นทางบินบางส่วน เช่น เส้นทางที่ใช้ภูมิภาคดังกล่าวเป็นจุดแวะเติมน้ำมันก่อนเดินทางต่อไปยุโรป แต่ผลกระทบต่อประเทศไทยยังถือว่าอยู่ในระดับจำกัด และระบบการบินของไทยยังสามารถรองรับการเติบโตของการเดินทางระหว่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

Advertisement