หน้าแรก เศรษฐกิจ ธพว.อัดฉีดสิน...

ธพว.อัดฉีดสินเชื่อ 2 หมื่นล้านช่วยเอสเอ็มอี ฝ่าสงครามดันต้นทุนพุ่ง

9.03.26 | 18:34 น.

ธพว.อัดฉีดสินเชื่อ2หมื่นล้านช่วยเอสเอ็มอี
 นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับกฎระเบียบและมาตรการทางการค้าของต่างประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี ต้องเร่งปรับตัวเพิ่มผลิตภาพ นำเทคโนโลยี นวัตกรรม มายกระดับปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

โดยSME D Bank สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม มุ่งมั่นสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ปรับตัวเพิ่มผลิตภาพ สู่การดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งส่งผลดีต่อธุรกิจและดีต่อโลก สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการพาเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท สนับสนุนให้เอสเอ็มอีมีเงินทุนเพียงพอจะเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว ไม่ว่าจะลงทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี เครื่องจักร หรือปรับปรุงกระบวนการผลิต รวมถึงเสริมสภาพคล่อง ได้แก่ “สินเชื่อ SME Green Productivity” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นลงทุนติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์ใช้พลังงานสะอาด , “สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท เน้นยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ และ “สินเชื่อ ปลุกพลัง SME” วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท มุ่งสนับสนุนเอสเอ็มอีรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน

หนุนเอสเอ็มอีใช้เทคโนโลยียกระดับสู่ธุรกิจสีเขียว
นอกจากนี้ต้องเดินควบคู่กับการสนับสนุนด้านการพัฒนา เพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอีปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว ผ่านกิจกรรมพัฒนาครบวงจรทั้งออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank ช่วยเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ และบริการต่าง ๆ ได้สะดวกทุกที่ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง และกิจกรรมออนไซต์ตลอดปี อาทิ กิจกรรม “ยกระดับผู้ประกอบการ SME Green Productivity เพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน” แนะนำหลักเกณฑ์การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ วิเคราะห์ต้นทุนแฝงที่ควรบริหารจัดการ และเวิร์กชอปเข้มข้นแบบลงมือปฏิบัติจริง ฝึกการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงานอย่างเป็นระบบและแม่นยำ ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน

ยกตัวอย่าง บริษัท ทรอปิคานา ออยล์ จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นบริสุทธิ์จากธรรมชาติ 100% คือ หนึ่งในเอสเอ็มอีที่ประสบความสำเร็จด้วยแนวทาง “ธุรกิจสีเขียว” ด้วยการนำมะพร้าวท้องถิ่นจากพื้นที่ลุ่มน้ำตาปี จ.สุราษฎร์ธานี มาต่อยอดด้วยนำเทคโนโลยีและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ “น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น” ช่วยให้สินค้าก้าวไปสู่ตลาดมูลค่าสูง ตอบเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสวยงามควบคู่กับการดูแลสุขภาพ นอกจากนั้น ยังต่อยอดนำวัตถุดิบหลักไปใช้เป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยา และอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ส่งผลให้ปัจจุบัน บริษัทมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำมันมะพร้าวมากกว่า 90 รายการ เช่น แชมพู สบู่ โลชั่น และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและความงาม เป็นต้น ส่งออกไปกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

Advertisement

เอ็นพีแอล7.9%ต่ำที่สุดในรอบ23 ปี
ภาพรวมการขยายตัวของสินเชื่อเอสเอ็มอียังไม่ฟื้นตัวมากนัก เนื่องจากมีปัจจัยกดดันทั้งจากเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ ทั้งนี้ นโยบายสำคัญของธนาคารคือ 1. การเพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนให้กับลูกค้า 2. การช่วยเหลือลูกค้าให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีที่ผ่านมา SME D Bank สามารถปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการได้ประมาณ 79,000 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อไว้ประมาณ 80,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

นายพิชิต กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารอยู่ที่ 7.9% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 23 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคาร โดยเป็นผลจากการใช้ระบบ Early Warning System ในการติดตามสถานการณ์ลูกค้า หากพบสัญญาณความเสี่ยง ธนาคารจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ หรือปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็นหนี้เสีย อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงต้องระมัดระวัง เพราะปัจจัยภายนอก อาทิ สงคราม ราคาพลังงาน หรือเศรษฐกิจโลก เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ จึงต้องเข้าไปพูดคุยกับลูกค้าให้เร็วขึ้นและช่วยเหลือก่อนที่จะเกิดปัญหา

สงครามดันต้นทุนพุ่งแนะเพิ่มประสิทธิภาพผลิต
สงครามตะวันออกกลางเริ่มกดดันราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน เนื่องจากราคาพลังงานและวัตถุดิบยังผันผวนตามสถานการณ์ ขณะที่วัตถุดิบและสินค้าที่อยู่ระหว่างกระบวนการผลิต มีแนวโน้มต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้าในตลาดในระยะต่อไป ในภาพรวมเอสเอ็มอีไทยถือว่ามีความเปราะบาง โดยเฉพาะภาคการค้า เนื่องจากเมื่อราคาต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ราคาขายปรับขึ้นได้ช้า ทำให้กำไรลดลง ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1. การใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารและการผลิต 2. การสร้างนวัตกรรม ไม่ทำธุรกิจแบบเดิมเพียงอย่างเดียว 3. การตลาดสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขัน

“ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่การปรับราคาสินค้า แต่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ รวมถึงบริหารจัดการต้นทุนอย่างรอบคอบ ขณะที่ภาครัฐและสถาบันการเงินอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์และเตรียมมาตรการช่วยเหลือ เพื่อช่วยประคองธุรกิจเอสเอ็มอีให้ดำเนินกิจการต่อไปได้” นายพิชิต กล่าว