สสว.จับมือธรรมศาสตร์ เปิดโครงการดัน SMEs ไทย ตั้งเป้าอัพจีดีพี SMEs แตะ 40% ปี 70
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่โรงแรมเมอเวนพิค กรุงเทพ สุขุมวิท 15 กรุงเทพมหานคร สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกาศยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากครั้งสำคัญ เปิดตัวโครงการ ‘Empowering SME ไทยก้าวสู่อนาคต’ มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพรอบด้านและทลายอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการเติบโตของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมชั้นสูงและข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยข้อมูลวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ SMEs ไทยว่า ปัจจุบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมถือเป็นกลไกหลัก (Engine of Growth) ที่สร้างงานและรายได้มหาศาลให้กับประเทศ โดยมีจำนวนผู้ประกอบการสูงถึง 3.2 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.5% ของสถานประกอบการทั้งหมด ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา SMEs สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (GDP SMEs) ได้สูงถึง 34.8% อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงสร้างเชิงลึกพบความท้าทายสำคัญ เนื่องจากในจำนวน 3.2 ล้านรายนั้น กว่า 2.8 ล้านรายเป็นกลุ่มวิสาหกิจรายย่อย (Micro SME) ซึ่งมีขีดความสามารถในการสร้างรายได้รวมเพียง 8% ของ GDP SMEs ทั้งหมด ขณะที่กลุ่มวิสาหกิจขนาดย่อม (Small) และขนาดกลาง (Medium) หรือที่เรียกว่ากลุ่ม “ยอดปีระมิด” ซึ่งมีจำนวนประมาณ 2 แสนกว่าราย กลับเป็นกลุ่มที่มีประสิทธิภาพในการสร้างรายได้สูงที่สุด โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางที่สามารถสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 20 ของ GDP SMEs รวม ดังนั้น สสว. จึงเล็งเห็นความจำเป็นในการขยายขนาดธุรกิจของกลุ่มนี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า โครงการ Empowering SMEs ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นหนักในการพัฒนาผู้ประกอบการจำนวน 38 รายที่มีศักยภาพสูงและมีความพร้อมในการยกระดับธุรกิจจากระดับ 5 ไปสู่มาตรฐานระดับ 5+ ในอนาคต โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่ม Small เพื่อพัฒนาให้เติบโตเป็น Medium และผลักดันกลุ่ม Medium ให้ก้าวสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือเป็นผู้นำในตลาดสากล โดย สสว. ตั้งเป้าหมายระดับชาติที่จะผลักดันสัดส่วน GDP SMEs ให้พุ่งแตะระดับ 40% ภายในปี 2570 ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นโมเดลต้นแบบในการบ่มเพาะเชิงลึกแบบเฉพาะเจาะจง (Customized) เป็นปีแรก
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานภายใต้โครงการนี้ จะมุ่งเน้นการวางรากฐานผ่าน 3 เสาหลักเชิงกลยุทธ์ (The 3 Transitions) เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในเวทีโลก ประกอบด้วย 1.การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transition) มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาปรับใช้ในกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก 2.นวัตกรรมการสร้างแบรนด์และผลิตภัณฑ์ (Innovation Transition) การส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านงานวิจัยและนวัตกรรมชั้นสูง เพื่อเปลี่ยนจากผู้ผลิตสินค้าทั่วไปสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก 3.การปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) ยกระดับมาตรฐานธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์สากล (ESG) เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวข้ามกำแพงภาษีและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของคู่ค้าต่างประเทศ
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า โครงการฯ ได้คัดเลือกกลุ่มธุรกิจยุทธศาสตร์ 4 สาขาหลักที่มีโอกาสเติบโตสูงในตลาดโลก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage), กลุ่มสุขภาพ ความงาม และเวชสำอาง (Health & Wellness, Cosmetics), กลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Tech & Innovation) และ กลุ่มธุรกิจบริการ (Service) โดยผู้ประกอบการส่วนหนึ่งได้รับการคัดเลือกมาจากผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพของ สสว. มาก่อนหน้านี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการต่อยอดครั้งนี้จะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเข้มข้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ทางด้าน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหน่วยร่วมดำเนินงาน ได้นำนโยบายของ สสว. มาถ่ายทอดเป็นแนวทางการพัฒนาศักยภาพอย่างเป็นระบบ ผ่านกิจกรรมอบรมเชิงลึกและการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจ (Ecosystem) ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมหน้า SME ไทยจากการเป็นเพียงผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ให้กลายเป็นกลุ่มผู้นำที่มีศักยภาพสูงในการร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แม้โครงการในปีนี้จะใช้บประมาณเบื้องต้นประมาณ 17 ล้านบาท แต่ถูกประเมินว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสูงสุด เนื่องจากเป็นการพัฒนาแบบเจาะจงรายบริษัทเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนัยสำคัญ (Impactful Change) ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและการจ้างงานในระยะยาว อันจะนำไปสู่การส่งต่อคุณค่าธุรกิจไปยังคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจและต้องการร่วมขับเคลื่อนธุรกิจสู่อนาคต สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านทางเว็บไซต์ www.empowering-sme.com จนถึงวันที่ 5 เมษายน 2569


