หน้าแรก เศรษฐกิจ แสนสิริ ปูพรม...

แสนสิริ ปูพรมคอนโด 16 โครงการใหม่ 2.6 หมื่นล. พรีเซลล์ เลิฟ เจริญนคร 14-15 มี.ค.

10.03.26 | 16:30 น.

เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ มูลค่ารวม 26,000 ลบ.

นายองอาจ สุวรรณกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มคอนโดมิเนียมแสนสิริเติบโตอย่างแข็งแกร่งสวนกระแสตลาด ครองตำแหน่งเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรม ประสบความสำเร็จสร้างยอดขายที่ 25,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นกว่า 35% จากปีก่อนหน้า และยอดโอนที่ 14,500 ล้านบาท สูงสุดในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 โดยตลอดทั้งปีที่ผ่านมา สามารถปิดการขายคอนโดมิเนียมไปได้ถึง 13 โครงการ มูลค่ารวม 9,610 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการคอนโดในกลุ่ม Medium ถึง Affordable ล่าสุด ได้ปิดการขาย THE LINE VIBE และเตรียมปิดการขาย mekin HAUS เชียงใหม่เร็ว ๆ นี้

นายองอาจ กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญกับความท้าทายและแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก ซึ่งส่งผลต่อความไม่แน่นอนและภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม แสนสิริเล็งเห็นโอกาสบางประการ อาทิ จากการประสานพลังระหว่างนโยบายการคลังโดยรัฐบาลใหม่ที่เร่งวางรากฐานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินหลัง กนง. มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.00% ต่อปี ปัจจัยหนุนเหล่านี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินอย่างตรงจุด พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ เพื่อเป็นแรงส่งปลุกจีดีพีให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพและมีเสถียรภาพ และเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยโลกและปัจจัยภายในประเทศ

โดยแสนสิริพร้อมเดินหน้าแบบ Speed to Market ปรับตัวไวรองรับทุกสถานการณ์ เพื่อการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า โดยในปี 2569 เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่รวม 16 โครงการ มูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท สูงสุดในตลาดอสังหาฯ ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ทั่วประเทศ ทุกระดับราคา และตั้งเป้ายอดขายคอนโดที่ 23,000 ล้านบาท และเป้ายอดโอนคอนโดที่ 17,500 ล้านบาท

“แม้เป้าหมายในปีนี้จะมีความท้าทาย สวนกระแสทิศทางตลาด แต่ด้วยความพร้อมของคอนโดมิเนียมรอโอนกว่า 20,000 ล้านบาท ผนวกกับทรัพยากรที่แข็งแกร่งและมาตรฐานการบริการอันดับ 1 โดยเฉพาะความสำเร็จในทำเลศักยภาพอย่างภูเก็ตที่ทำยอดขายได้ดีต่อเนื่องทั้งไทยและต่างชาติ รวมถึงเชียงใหม่ และโครงการในขอนแก่นที่กระแสตอบรับดีเยี่ยม เราจึงมั่นใจว่าจะรักษาการเติบโตและครองความเป็นผู้นำ #แสนสิริผู้นำคอนโด เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคอสังหาฯ ไทยต่อไป” นายองอาจ กล่าว

Advertisement

สงครามอาจกลายเป็นปัจจัยบวก-ต่างชาติมองไทยปลอดภัย

นายองอาจ กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างในตะวันออกกลางอาจส่งผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ผ่านปัจจัยด้านต้นทุน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับต้นทุนการก่อสร้างและค่าขนส่งวัสดุ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจไม่มากนัก เนื่องจากโครงการจำนวนมากได้ก่อสร้างไปแล้วกว่า 80% ซึ่งหากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น ต้นทุนก่อสร้างส่วนที่เหลือของโครงการอาจเพิ่มขึ้นเพียง 1–2% ของมูลค่างานที่ยังเหลือเท่านั้น

นายองอาจ กล่าวว่า ทั้งนี้สงครามความขัดแย้งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อในระยะสั้น เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนอาจชะลอการใช้จ่ายจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม “ความต้องการซื้อ” และ “ความพร้อมทางการเงิน” เป็นสองปัจจัยสำคัญที่กำหนดการตัดสินใจ หากผู้บริโภคมีความพร้อมทางการเงินอยู่แล้ว ความต้องการที่มีอยู่ก็ยังสามารถเปลี่ยนเป็นการซื้อได้ทันที จึงมองว่าความต้องการที่อยู่อาศัยในตลาดยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในบางมุมอาจกลายเป็นปัจจัยบวกต่อประเทศไทย เนื่องจากไทยยังถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยและน่าอยู่อาศัย นักลงทุนหรือชาวต่างชาติบางกลุ่มอาจมองหาการลงทุนหรือที่อยู่อาศัยในประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ดังนั้น ผลกระทบจากสงครามต่อภาคอสังหาริมทรัพย์จึงอาจมีทั้งด้านบวกและด้านลบ

หวังรบ.กระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว

นายองอาจ กล่าวว่า ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หวังว่ารัฐบาลจะมีนโยบายที่ช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างกลุ่มประชาชน เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างรายได้ของไทยยังมีลักษณะที่รายได้กระจุกตัวในบางกลุ่ม ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีรายได้ไม่สูงมากนัก หากสามารถยกระดับรายได้ของคนส่วนใหญ่ให้เพิ่มขึ้นได้ จะช่วยเสริมกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงภาคที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีนโยบายเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงการขนส่งกับประเทศในภูมิภาค และการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีฐานการเติบโตที่แข็งแรง และส่งผลดีต่อภาคธุรกิจรวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต

นโยบายของรัฐยังจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มรายได้น้อยหรือแนวทางประชานิยมในบางส่วน เนื่องจากประชาชนกลุ่มนี้มีสัดส่วนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ แต่ในระยะยาวรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับนโยบายที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาระบบคมนาคม และการสร้างงาน เพื่อช่วยให้รายได้ของประชาชนเติบโตอย่างยั่งยืน มากกว่าการพึ่งพามาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

เดอะ โมนูเมนต์ สาทรเตรียมเปิดตัวปีนี้

นายวิสุทธิ์ จันทร์วัฒรังกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมกลุ่มธุรกิจ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คอนโดมิเนียมแสนสิริ เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์เชิงรุกให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจขององค์กร เพื่อให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ควบคู่กับการส่งมอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ ที่มากกว่าการอยู่อาศัย โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก มุ่งรักษาความเป็นหนึ่งในตลาด และครองอันดับหนึ่งในใจลูกค้าต่อเนื่อง ได้แก่ THE LUXURY & ICONIC REINFORCEMENT สานต่อความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดอสังหาฯ ระดับบน ด้วยการส่งมอบโครงการพร้อมอยู่ในกลุ่ม Premium รวม 5 โครงการ มูลค่า 14,800 ล้านบาท ได้แก่ คอนโด Via (เวีย) 3 โครงการ กับ Via 34 (เวีย 34), Via 61 (เวีย 61) และ Via ARI (เวีย อารีย์), SHUSH Ratchathewi (ชูช์ ราชเทวี) และ The Standard Residences Hua Hin (เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ หัวหิน) เพื่อตอบรับเรียลดีมานด์ที่ต้องการโปรดักส์คุณภาพระดับสูง

ควบคู่กับการสร้างปรากฏการณ์ The Return of Icons นำแบรนด์ที่มีภาพจำแข็งแกร่งกลับมาสร้างความสำเร็จอีกครั้ง นำโดยแบรนด์ XT (เอ็กซ์ที) กับโครงการใหม่ XT 10 EKKAMAI (เอ็กซ์ที เทน เอกมัย) คอนโดใจกลางเอกมัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ และคอนโดแบรนด์ THE MONUMENT (เดอะ โมนูเมนต์) กับโครงการใหม่ THE MONUMENT Sathon (เดอะ โมนูเมนต์ สาทร) ที่เตรียมเปิดตัวในปีนี้

เลิฟ เจริญนครเตรียมเปิดพรีเซลล์ในวันที่ 14 – 15 มีนาคมนี้

นายสมัตถ์คม ต่างวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า STRATEGIC EXPANSION & PARTNERSHIP เดินหน้าขยายโครงการบนทำเลศักยภาพ บนทำเล STRATEGIC LOCATION ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ เตรียมเปิดตัว 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 7,200 ล้านบาท ได้แก่ หัวหิน (HUB Hua Hin – ฮับ หัวหิน), พัทยา (dcondo vite – ดีคอนโด วีเต) และภูเก็ต ซึ่งได้เปิดตัว RHEA by Sansiri (รีอา บาย แสนสิริ) คอนโดใหม่ ใกล้หาดสุรินทร์-บางเทา และอีก 3 โครงการใหม่ในทำเลเชิงทะเล, ป่าตอง และสามกอง

 

พร้อมกับเดินหน้ากลยุทธ์การร่วมทุนกับพันธมิตรระดับโลกที่มีศักยภาพ อย่าง บริษัท มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมทุนพัฒนา LOVE Charoen Nakhon (เลิฟ เจริญนคร) มูลค่า 6,500 ล้านบาท จากการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ LOVE by Sansiri และสานต่อความร่วมมือกับ บริษัท โตคิว ดีเวลลอปเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่อเนื่อง โดยแสนสิริเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่มุ่งพัฒนาโครงการให้ครอบคลุมทุก SEGMENT ทั่วประเทศ ทุกระดับราคา ตั้งแต่ Luxury ไป Affordable โดยมีแบรนด์ LOVE by Sansiri มาสนับสนุนพอร์ตคอนโดในกลุ่ม MEDIUM SEGMENT ในปีนี้อีกด้วย

โดย FUTURE LIVING & COMMUNITY EVOLUTION ยกระดับการอยู่อาศัยเพื่อ Well-being สูงสุด ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต เปลี่ยนนิยามคอนโดสู่การดูแลสุขภาพกาย-ใจระยะยาว ครอบคลุมทั้ง Physical Well-being (อากาศ/น้ำ/แสงธรรมชาติ), Mental Well-being (พื้นที่สีเขียว/Pet-friendly) และ Security อุ่นใจตลอด 24 ชั่วโมง ด้วย LIV-24 Pet-friendly Landmark ยกระดับสู่ Pets Welcome Condo ตั้งเป้าขยายเป็น 20 โครงการ มูลค่ารวม 46,200 ล้านบาท ภายในปี 2569 Sansiri Community ตอกย้ำความสำเร็จของสังคมอยู่อาศัยสมบูรณ์แบบในกลุ่มคอนโดมิเนียม ด้วย Sansiri Rangsit Campus Community โดยมี T77 Community เป็นโปรเจกต์ต้นแบบแห่งแรกที่ประสบความสำเร็จ

ไฮไลต์สำคัญ ประเดิมไตรมาสแรกกับ ‘LOVE Charoen Nakhon’ (เลิฟ เจริญนคร) คอนโด Rare Item แห่งปีที่ทุกคนรอคอย กับดีไซน์ Wide-frontage (ตึกหน้ากว้าง) เปิดรับวิวน้ำเจ้าพระยาแบบ Panorama และฝั่ง Asiatique เต็มสายตา หนึ่งเดียวในย่าน เจริญนคร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ Collective Living ที่เป็นคอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ (Pets Welcome) มาพร้อมราคาที่ดึงดูดใจ โดยห้องวิวแม่น้ำเริ่มต้นที่ 3.39 ล้านบาท* และแบบ 1 ห้องนอน วิวเมือง ขนาด 26 ตร.ม. เริ่มต้นที่ 2.39 ล้านบาท โดย LOVE Charoen Nakhon เตรียมเปิดพรีเซลล์ในวันที่ 14 – 15 มีนาคม นี้