หน้าแรก เศรษฐกิจ ครม.เคาะแผนรั...

ครม.เคาะแผนรัดเข็มขัด ราชการ-รสก.เวิร์กฟรอมโฮม งดดูงานตปท. กองทุนอุ้มน้ำมัน1.2พันล้าน

11.03.26 | 06:20 น.
ครม.

ครม.เคาะแผนรัดเข็มขัด ราชการ-รัฐวิสาหกิจเวิร์กฟรอมโฮม งดดูงานตปท. พิพัฒน์เผยใช้เงินกองทุนอุ้มน้ำมันวันละ 1.2 พันล้านบาท

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม รับทราบแนวทางมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ เพื่อรองรับสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่มีความผันผวน มาตรการสำคัญ ดังนี้ การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และตั้งอุณหภูมิประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส ใส่เสื้อแขนสั้นงดการใส่สูทผูกท้ายยกเว้นมีงานพิธีการ การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และปิดเครื่องเมื่อไม่ใช้งาน การลดการใช้ลิฟต์ โดยส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้ การลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร การส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์ และการทำงานแบบเวิร์กฟรอมโฮมตามความเหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม การใช้รถร่วมกัน หรือคาร์พูลการวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน พร้อมกันนี้รัฐบาลมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานความร่วมมือสถานีโทรทัศน์วิทยุรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ รณรงค์การประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤต หากสถานการณ์ยกระดับความรุนแรงจนกระทั่งมีผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานเห็นสมควรเสนอแนวทางมาตรการภาคบังคับเพิ่มเติม เช่น ปิดไฟโฆษณาป้ายสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้านป้ายชื่อโรงภาพยนตร์สถานที่ทำธุรกิจในช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00 น.เป็นต้นไป กำหนดระยะเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกินเวลา 22.00 น. โดยมีข้อยกเว้นสถานีบริการบนทางหลวงหลัก

น.ส.อัยรินทร์กล่าวว่า หากลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณ 5% จะช่วยลดการใช้น้ำมันได้ประมาณ 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือนหากลดการใช้ไฟฟ้าได้ 5% จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ ดำเนินการดังนี้ 1.เริ่มดำเนินมาตรการ WFH (ทำงานที่บ้าน) ในทันที ส่วนงานไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน 2.งดการเดินทางไปศึกษาดูงาน หรืออบรมในต่างประเทศ ให้มาดำเนินการ ภายในประเทศแทน ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยต่อวันประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน ณ วันที่ 5 มีนาคมประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวม 8,055 ล้านลิตร การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ในส่วนของปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศ ปัจจุบันมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 8,054 ล้านลิตร ซึ่งแบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย และน้ำมันสำรองทางการค้า ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เปิดเผยในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายการตรึงราคาสินค้าน้ำมันดีเซล เป็นเวลา 15 วัน หลังจากนั้นตามแผนสั่งการไว้ หลังจาก 15 วัน จะขยับราคาน้ำมันดีเซลจะค่อยๆ ปรับจาก 29.94 บาท ไปสู่ระดับ 31.94 บาท เพื่อลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมัน นอกจากนี้รัฐบาลยังเตรียมใช้เครื่องมือทางภาษี โดยเฉพาะการลดภาษีสรรพสามิต เมื่อรวมกับภาษีอื่นๆ แล้วมีมูลค่าใกล้เคียง 10 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยตรึงราคาไม่ให้กระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพ รวมทั้งหน้าโรงกลั่น จะเป็นกลไกสุดท้ายเข้าไปหารือ หากพูดคุยกันไม่ลงตัว รัฐบาลอาจต้องมีมาตรการอื่นๆ เข้าไปจัดการต่อไป สถานะของกองทุนน้ำมันและการแบกรับภาระชดเชย ล่าสุด 1 วัน เฉลี่ย 1,200 ล้านบาท จากราคาน้ำมันประกาศเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ระดับ 111 เหรียญ ราคาผันผวนมาก บางช่วงดิ่งลงเหลือ 95 เหรียญ จึงต้องรอดูราคาประกาศจากตลาดกลางสิงคโปร์รายวันว่าจะลดลงตามตลาดโลกหรือไม่ โดยทั่วไปจะปรับลดลง ดังนั้นภาพรวมขณะนี้ถือว่าไทยใช้เงินชดเชยเฉลี่ยประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อวัน ปัจจุบันรัฐบาลปรับราคาเบนซินแก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ขึ้น 50 สตางค์ พร้อมทั้งลดราคา E20 และ E85 ลง 50 สตางค์ เพื่อจูงใจให้คนสลับมาใช้พลังงานทางเลือกและช่วยลดภาระกองทุน