หน้าแรก เศรษฐกิจ รัฐบาล คุมเข้...

รัฐบาล คุมเข้มนอมินี เพิ่มมาตรการใหม่ สกัดต่างชาติ ใช้คนไทยอำพรางธุรกิจ เริ่ม 1 เม.ย.69

24.03.26 | 13:55 น.

รัฐบาลคุมเข้ม “นอมินี” เพิ่มมาตรการใหม่ สกัดต่างชาติใช้คนไทยอำพรางธุรกิจ เริ่ม 1 เม.ย. 69

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 1/2569 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ให้คนต่างด้าวในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2569 เป็นต้นไป โดยมาตรการใหม่กำหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ต้องยืนยันว่าผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนทุกคนได้ร่วมลงทุนและชำระเงินจริง และไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่คนต่างด้าวในลักษณะนอมินี ซึ่งเป็นการยกระดับการตรวจสอบให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้กรมฯ ได้กำหนดให้ธุรกิจที่มีลักษณะเสี่ยง เช่น มีชาวต่างชาติถือหุ้นต่ำกว่าร้อยละ 50 หรือร่วมเป็นกรรมการ ต้องแสดงหลักฐานทางการเงินของผู้ถือหุ้นไทย เพื่อตรวจสอบการลงทุนจริง ส่งผลให้การจดทะเบียนที่เข้าข่ายนอมินีลดลงถึงร้อยละ 65 แต่ยังพบความพยายามหลีกเลี่ยงมาตรการ จึงมีการออกคำสั่งเพิ่มเติมเพื่ออุดช่องโหว่

น.ส.ลลิดากล่าวว่า สำหรับคำสั่งใหม่ กรมฯ จะส่งรายชื่อผู้ที่ให้ข้อมูลยืนยันและเข้าข่ายเสี่ยงให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางดำเนินการตรวจสอบต่อทุกราย พร้อมเตือนว่าการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมตรวจสอบเชิงลึกในพื้นที่เสี่ยง เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และกระบี่ หากพบการเร่งจดทะเบียนเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการ จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ปัจจุบันมีบริษัทที่มีต่างชาติถือหุ้นในสัดส่วน 0.01-49.99 จำนวนมากกว่า 118,000 ราย ซึ่งบางส่วนมีลักษณะเป็นนอมินี ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันทางธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม มาตรการใหม่นี้จึงมุ่งสร้างความโปร่งใส และให้ธุรกิจดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

Advertisement

“รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามนอมินีอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ และเสริมความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจไทย” น.ส.ลลิดากล่าว