เอกนิติ ยันปล่อยราคาน้ำมันตามกลไกตลาด เติมแพงไปอีกนาน ต้องคิดยาวๆ ใครปรับตัวก่อนเป็นผู้ชนะ
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ “Transforming Thailand for Resilient Growth” ในงานสัมมนา Battle Strategy 2026 : Winning the New World Order Achieving 3% Growth Through Thailand’s Grand Synergy of Stimulus, Reform, and Capital Market จัดโดย “เครือหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ” ร่วมกับ “บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)” ที่สยามพารากอน ว่า สงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น เป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่ทุกคนต้องยอมรับความจริงว่าโลกเปลี่ยนไป ผลจากวิกฤตสงครามทำให้ต้องปรับตัวตลอดไป ยังไม่รู้จะจบเมื่อใด ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงาน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายหลายแหล่งทั้งก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน ทำให้ราคาพลังงานจะคงอยู่ในระดับสูงไปอีกยาวนาน จึงต้องปรับตัว และคิดในระยะสั้นๆ ไม่ได้ ต้องคิดยาวๆ ว่าใครปรับตัวก่อนเป็นผู้ชนะ
“เราอยู่แบบเดิมไม่ได้ อุดหนุนราคาน้ำมันแบบเดิมก็ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต สร้างปัญหาระยะยาวได้ จึงต้องช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เริ่มจากกลุ่มเปราะบาง ส่วนข้อจำกัดทางการเงินของรัฐบาล ก็ต้องใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือ ผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน การออมผ่าน TISA เพื่อรองรับโลกที่ผันผวน เมื่อโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เราก็ต้องปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน รองรับแรงกระแทกในอนาคต” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติยังกล่าวตอนหนึ่งว่า การอุดหนุนราคาน้ำมันไม่ใช่แนวทางที่จะทำได้ ต้องปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันได้เอง ยังเลิกอุดหนุนปล่อยราคาลอยตัว ไทยต้องยอมรับความจริงราคาพลังงานจะอยู่ในระดับสูง การเลือกกลุ่มเป้าหมายในการช่วยเหลือ จึงเป็นทาร์เก็ต หรือกลุ่มเป้าหมายในการช่วยเหลือ และเลือกสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความเก่ง มีความพร้อม อาทิ อุตสาหกรรมเกษตรกรรม ที่มีราคาต่ำ ทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น ยานยนต์ไฟฟ้า โดยเชื่อว่าจากนี้ไป ความต้องการรถไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา มีหลายค่ายรถยนต์ไฟฟ้าได้ย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไม่ใช่เพียงการรักษา แต่ขยายการบริการให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย
นายเอกนิติกล่าวต่อว่า การเปลี่ยนผ่านให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะพลังงานสะอาดในยุคราคาน้ำมันแพง ไม่คิดว่าราคาน้ำมันจะกลับมาถูก เพราะโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลาย ต้องเร่งลงทุนโซลาร์เซลล์ โซลาร์รูฟท็อป เร่งรัดนโยบายการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนลงทุนร่วม เพราะรัฐมีงบประมาณจำกัด
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ชี้แจงถึงการที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศขึ้นราคาน้ำมันช่วงกลางกลางดึกเป็นครั้งที่ 2 ล่าสุดเมื่อ 30 มี.ค. ว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกช่วงนี้ ผันผวนเยอะ ต้องดูข้อมูลรอบด้าน ในอดีตเป็นช่วงปกติ สามารถคำนวณราคาช่วงเวลากลางวันได้ แต่ปัจจุบันช่วงกลางวันกับกลางคืนเปรียบเทียบกันไม่ได้ กลางวันติดลบ กลางคืนกลับมาเป็นบวก เช่นเมื่อคืน 30 มี.ค. กลางวันติดลบอยู่ที่ 20-30 ดอลลาร์สหรัฐ แต่พอช่วงกลางคืน เพิ่ม 14 ดอลลาร์สหรัฐ จำเป็นต้องปิดตามราคาตลาดโลก
“เมื่อ 30 มี.ค. เราประกาศขึ้นราคาดีเซลอีก 1.80 บาท หากเทียบกับค่าการตลาดในวันนี้ ก็ยังติดลบ แต่กองทุนน้ำมันคิดว่ายังสามารถแบกได้ครึ่งหนึ่ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนมากเกินไป กบน.จึงต้องประชุมในเวลา 20.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ตลาดสิงคโปร์ ปล่อยราคาน้ำมันออกมา คำนวณเป็นเงินบาท ทำเป็นโครงสร้างราคาต้องใช้เวลาพอสมควร รวมถึงต้องประกาศราคาที่กองทุนน้ำมันชดเชยให้ประชาชนทราบ ในเวลาประมาณ 21.00 น. ขอให้มั่นใจว่า กบน.ดูทุกด้านอย่างรอบคอบทุกมิติ ยืนยันว่าเราไม่ได้เอื้อผู้ค้า” นายพรชัยกล่าว
ด้าน นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงว่า ไม่สามารถบอกได้ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นลงวันไหน อยู่ที่ตลาดโลก ขณะนี้ผันผวนมาก กบน.ต้องติดตามและใช้ราคาที่ปิดตลาดถึงจะพิจารณาได้ ส่วนประชาชนต้องรอลุ้นถึงช่วง 22.00 น. หรือไม่นั้นเป็นอีกประเด็น เพราะแต่ละวัน กบน.ไม่ทราบว่าจะปรับขึ้นราคาหรือไม่ ต้องดูสถานการณ์รายวัน หากมองว่าสามารถดูแลได้ ก็จะทำเต็มที่ หากไม่ไหวก็ต้องปรับราคาไปตามกลไกตลาด
เมื่อถามถึงกรณีค่าการตลาดยังติดลบ แสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่แนวโน้มราคาน้ำมันจะปรับตัวอีก หรือ 1 เม.ย. ใช่หรือไม่ นายวีรพัฒน์กล่าวว่า วันนี้อาจจะเห็นว่าราคาขึ้นหรือลงก็ได้ หากราคาลงจนทำให้ค่าการตลาดดีขึ้น อาจมีการพิจารณาว่าจะไม่มีการปรับในวันนี้ แต่หากกองทุนน้ำมันสามารถดูแลได้ และประเมินค่าการตลาดแล้ว ราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มหยุดนิ่ง อาจจะดูแลไปก่อนอีก 1-2 วัน แล้วแต่สถานการณ์
นายวีรพัฒน์กล่าวอีกว่า สถานะกองทุนน้ำมันขณะนี้ มีเงินไหลออกวันละประมาณ 1.5 พันล้านบาท เมื่อวาน (30 มี.ค.) ติดลบอยู่ 4.2 หมื่นล้านบาท
เมื่อถามย้ำว่า มีความเป็นไปแค่ไหนประชาชนต้องจ่ายค่าน้ำมันสูงถึงลิตรละ 58 บาท นายวีรพัฒน์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับปัจจัยราคา สถานะกองทุน รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการกองทุนนํ้ามัน ต้องดูหลายด้านประกอบการ ไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ว่าราคาจะขึ้นไปถึงเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานพยายามลดภาระให้มากที่สุด กองทุนน้ำมันมีไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพ ตรึงราคาคงไม่ไหว หากไม่มีกองทุนน้ำมัน ราคาก็คงกระชากไปแล้ว

