พิพัฒน์ รับพีที กิจการครอบครัว แต่ไม่เคยเอาข้อมูลไปบอกว่าจะขึ้นน้ำมันเท่าไหร่
วันที่ 1 เมษายน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ถึงกระแสแบบปั๊มน้ำมันพีที ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว ว่า ตนลาออกจากธุรกิจตั้งแต่ 2546 และไม่ได้ร่วมสังฆกรรมในตำแหน่งใดๆเลย 20กว่านี้ จะเข้าบริษัทปีละ 1 ครั้ง ในวันเกิดของบริษัท เข้าไปทำบุญ ส่วนการก้าวก่ายการบริหาร เขามีคณะกรรมการ มีผู้บริหาร เราต้องเชื่อในคณะกรรมการและผู้บริหารเขา เราเป็นบริษัทมหาชน จะเข้าไปก้าวก่าย หรือครอบงำมันไม่ได้ง่าย เขาก็มีบอร์ดที่ไม่จำเป็นต้องฟังเรา เราเป็นแค่คนถือหุ้นธรรมดา แล้วก็ไม่ใช่มีตนถือหุ้นคนเดียว
ไม่ปฏิเสธว่าเป็นเรื่องของครอบครัว แต่การแทรกแซง ขึ้นราคาอะไร ก็ขอให้พิสูจน์ที่ผลประกอบการไตรมาส 1 ดีกว่า ว่าผมไปวุ่นวายหรือแทรกแซงผลประโยชน์ตรงไหน ตอนนี้แก้ตัวยังไงก็ไม่มีประโยชน์
จะทำหน้าที่ผอ.ศบก.ต่อหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เมื่อนายกฯไว้วางใจ ก็ทำหน้าที่ดีที่สุดในฐานะที่มีความรู้เรื่องพลังงานอยู่บ้าง แต่ก็รู้ในฐานะซื้อมาขายไป เรื่องเทคโนโลยี โรงกลั่นตนไม่มึความรู้ เมื่อนายกฯมอบความไว้วางใจก็ทำงานเต็มที่
เมื่อถามว่าในรัฐบาลอนุทิน 2 จะทำต่อหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ถ้านายกฯให้ความไว้วางใจ ก็ทำหน้าที่ต่อไป ถ้าเปลี่ยนรมว.พลังงาน อาจให้รมว.พลังงานทำหน้าที่เอง ก็พร้อมมาเป็นกองเชียร์ข้างๆ แต่ก็อาจต้องไปหารือนายกฯ ว่าเมื่อสังคมไม่ยินดีให้ตนมานั่งกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน ก็ขอหยุดเถอะ สังคมเขาไม่ยอมรับ ก็ควรหาที่สบายๆที่เราไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กระทรวงอื่นๆดีกว่า หลังจากนี้ก็คงมีคนมาดูแลอย่างมืออาชีพมากขึ้น
เมื่อถามถึงบริษัทพีที นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ผลพิสูจน์หรือผลประกอบการไตรมาส 1 ว่าที่ตนเป็นผอ.ศบก. มันเป็นอย่างไร ก็จะเป็นความจริง ถ้าผลประกอบการออกมา สังคมก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผม ว่าผมบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เอาความลับราชการไปเปิดเผยให้กก.บริษัท หรือคนในครอบครัวผมว่าจะขึ้นน้ำมันกี่บาท ความจริงก็ไม่ช้า ที่พิสูจน์ได้
เมื่อถามว่าทันทีที่ขึ้น 6 บาท น้ำมันก็มีเติมได้ไม่อั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า คำว่าไม่อั้นก็ต้องดูว่าเฉพาะสังคมกรุงเทพหรือไม่ ขณะนั้นในกทม.เราขออนุญาตสตช. ให้รถขนส่งน้ำมันเดินทางเข้าได้ 24 ชม. แต่ในสถานบริการอื่นๆ ก็่ยังปิด
ยิ่งตอนที่นายกฯไปเซอร์ไพรส์ ที่นครพนม ก็ถามว่าปั๊มอื่นมีหมดทำไมพีทีไม่มีขายวะ ตอนนี้ก็ยังมีปั๊มที่ไม่มีน้ำมันให้บริการ ซึ่งนายกฯก็สั่งว่าก่อนสงกรานต์ ต้องเตรียมความพรัอมทุกปั๊มก็ต้องมีน้ำมัน
เมื่อถามถึงจุดยืนที่ไม่ลดภาษี แต่ใช้กองทุนน้ำมันอุ้ม ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ใช่ นั่นคือความคิดส่วนตัว แต่ก็เชื่อว่านายกฯจะทำแบบผสมผสาน เพราะตนคิดว่าถ้ารายได้ประเทศหายไป เราจะทำงบประมาณในปีถัดไปก็ต้องกู้เงินเพิ่ม ก็ต้องดูว่ากระทบหนี้สาธารณะหรือไม่ ก็ดูว่าอะไรที่จะชะลอวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทย ตนไมได้หาเสียง แต่กำลังพูดความจริง แต่คนในวงการเมือง เลือกลดภาษีสรรพาสามิต เพราะผู้ฟังชอบ แต่ประเทศเสียหาย ก็ต้องดูว่าเราจะเอายังไง

