หน้าแรก เศรษฐกิจ รับมี 10 เขื่...

รับมี 10 เขื่อนน้ำน้อยกว่าปกติ เตรียมแผนสองสูบน้ำก้นอ่างมาใช้

2.03.16 | 18:37 น.

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และให้สัมภาษณ์หลังเสร็จสิ้นการประชุมว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งในขณะนี้ กรมชลประทานได้รายงานว่า มีเขื่อนประมาณ 10 เขื่อน ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติ ประกอบด้วย 1.เขื่อนอุบลรัตน์ 2.เขื่อนแม่กวง 3.เขื่อนห้วยหลวง 4.เขื่อนบางพระ 5.เขื่อนลำปาว 6.เขื่อนจุฬาภรณ์ 7.เขื่อนลำพระเพลิง 8.เขื่อนกระเสียว 9.เขื่อนแม่งัด 10.เขื่อนคลองสียัด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเฝ้าติดตาม ควบคุมบริหารจัดการน้ำเขื่อนดังกล่าวเต็มที่ พร้อมทั้งได้วางแผนเพิ่มเติมในกรณีที่ 10 เขื่อนนั้นขาดแคลนน้ำ หากจำเป็นก็พร้อมสูบน้ำจากก้นอ่างหรือ “น้ำตาย” มาใช้ รวมทั้งการผันน้ำจากเขื่อนอื่น และเตรียมปรับแผนระบายน้ำ ในส่วนภาคการเกษตรเพื่อให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค

“ประมาณเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นเดือนที่เริ่มต้นการปลูกข้าวนาปีนั้น ขณะนี้เป็นที่เข้าใจตรงกันว่า กรมชลประทานไม่สามารถระบายน้ำเพื่อปลูกข้าวนาปีได้ แต่หากเกษตรกรคนใดที่ทำนานอกเขตชลประทานและมีแหล่งน้ำต้นทุนของตัวเอง ทางกระทรวงเกษตรฯก็ไมได้ห้ามไม่ให้ปลูก” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว

สำหรับการที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตรฯ ขาดแคลนนักบินจากการถูกสายการบินพาณิชย์ดึงตัวเป็นจำนวนมาก จนกรมไม่สามารถออกปฏิบัติการทำฝนหลวงได้นั้น พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวยืนยันว่า ปัจจุบัน กรมฝนหลวงฯ มีนักบินจำนวน 54 คน ถือว่าเพียงพอต่อการออกปฏิบัติการฝนหลวง แม้ในอดีตจะมีนักบินถึง 70 คน และมีเครื่องบินรวม 70 ลำ โดยขณะนี้กรมฝนหลวงฯมีเครื่องบิน 41 ลำ ประกอบด้วยเครื่องบิน 34 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ 7 ลำ นอกจากนี้กรมฝนหลวงฯ ยังสามารถให้หน่วยงานอื่นช่วยสนับสนุนขอนักบินเพิ่มเติมได้ และเตรียมที่จะเปิดรับนักบินเพิ่มเติมในปีนี้ด้วย

นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำในเขื่อนทั้ง 10 เขื่อนที่มีปริมาณน้อยกว่าปกติ ยืนยันว่าจะมีน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค และรักษาระบบนิเวศเพียงพอจนถึงปลายเดือนกรกฎาคมแน่นอน โดยเกษตรกรที่ทำนา ไม่ว่าจะเป็นพืชไร่ พืชผัก บริเวณ 10 เขื่อนดังกล่าวนั้น กรมชลประทานจะไม่สนับสนุนการส่งน้ำเพื่อการเกษตรให้ และต้องขอความร่วมมือเกษตรกรไม่ให้สูบน้ำไปใช้เพื่อภาคการเกษตร มิฉะนั้นกรมชลประทานจะขอความร่วมมือจากฝ่ายความมั่นคง เช่น ทหาร และตำรวจ ลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจกับเกษตรกรอีกครั้ง

สำหรับแผนการสูบน้ำตายขึ้นมาใช้นั้น จากใน 10 เขื่อน เราสามารถสูบน้ำตายมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคได้จำนวน 3 เขื่อน คือ 1.เขื่อนห้วยหลวง โดยสามารถสูบน้ำตายได้ประมาณ 2 – 3 ล้านลบ.ม. 2.เขื่อนอุบลรัตน์ สามารถสูบน้ำตายมาใช้ได้ 50 ล้านลบ.ม. และ 3.เขื่อนบางพระ สามารถสูบน้ำตายมาใช้ได้ 5 ล้านลบ.ม.

Advertisement

สำหรับสถานการณ์น้ำในวันที่ 1 มีนาคม 2559 ใน 4 เขื่อนหลักบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อยฯนั้น มีปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ที่ 2,945 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 16% โดยมีอัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 18 ล้านลบ.ม.ต่อวัน

นายสุรพล จารุพงศ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปรังลุ่มน้ำเจ้าพระยา พบว่ามีพื้นที่ทำนาปรังไปแล้วกว่า 1,968,000 ไร่ มีแนวโน้มทรงตัว ปัจจุบันมีการเก็บเกี่ยวแล้วประมาณ 520,000 ไร่ เหลือพื้นที่ที่ยังรอการเก็บเกี่ยวอีกประมาณ 1,450,000 ไร่ ซึ่งน้อยกว่าปี 2557/58 ที่ผ่านมา เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ ได้นำมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐบาล มารณรงค์ให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ ส่วนผลการจ้างแรงงานตามมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทั่วประเทศ ล่าสุด (ณ 26 กุมภาพันธ์ 59) กรมชลประทาน ได้ดำเนินการจ้างแรงงานไปแล้ว จำนวน 112,748 คน เป็นงบประมาณทั้งสิ้น 2,078.41 ล้านบาท จำแนกตามลุ่มน้ำได้ ดังนี้ 1. ลุ่มน้ำเจ้าพระยา จำนวน 26,327 คน 2. ลุ่มน้ำแม่กลอง 9,280 คน และลุ่มน้ำอื่นๆ 77,141 คน

นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า กรมฝนหลวงฯ ได้ขอความร่วมมือกับกองทัพอากาศ และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เพื่อขอทุนสำหรับฝึกนักบินเพื่อรองรับการขาดแคลนนักบิน นอกจากนี้กรมฝนหลวงฯ กำลังจัดทำร่างแผนยกระดับคุณภาพเงินเดือนและความมั่นคงเพื่อรองรับนักบินอีกด้วย โดยแผนดังกล่าวจะถือเป็นการปรับโครงสร้างอัตรากำลังนักบินของกรม คาดว่า แผนดังกล่าวจะร่างเสร็จภายใน 4 – 5 เดือน

ส่วนการขึ้นปฏิบัติการทำฝนหลวง เบื้องต้น ได้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง รวม 2 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครสวรรค์ และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งในช่วงที่ 2 น่าจะเริ่มได้ภายในวันที่ 8 มีนาคมนี้ เลื่อนจากกำหนดเดิมขึ้นบินวันที่ 1 มีนาคม เนื่องจากได้ขึ้นสำรวจและพบว่า ความชื้นสัมพัทธ์บนอากาศยังไม่เพียงพอที่จะทำฝน