หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนัฏ ชี้มีแ...

เอกนัฏ ชี้มีแนวทางกดค่าไฟเหลือ 3.88 บ.ได้ พร้อมปรับกม.ให้ทันสมัย รื้อซื้อแอลเอ็นจีตลาดจร

1.04.26 | 13:14 น.

เอกนัฏ ชี้มีแนวทางกดค่าไฟเหลือ 3.88 บ.ได้ พร้อมปรับกม.ให้ทันสมัย รื้อซื้อแอลเอ็นจีตลาดจร

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ กล่าวถึงสถานการณ์ค่าไฟฟ้าที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เตรียมประกาศใช้สำหรับเดือนเมษายน-สิงหาคม 2569 อัตราต่ำสุด 3.95 บาทต่อหน่วย ว่า อัตราดังกล่าวเป็นการดึงเงินส่วนเกินจากการลงทุนหรือ Clawback ของ 3 การไฟฟ้า คือ กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) กลับคืนมาเพื่อนำมาอุดหนุน แม้ยังถือว่าสูงกว่าระดับปัจจุบัน โดยแนวทางการประกาศใช้วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ยืนยันว่าเป็นไปตามกำหนด โดยปกติค่าไฟจะมีการประกาศทุก 4 เดือน โดยค่าไฟมีโครงสร้าง ‘แบบขั้นบันได’ ผู้ใช้ไฟน้อยจะจ่ายในอัตราที่ต่ำกว่า ขณะที่ผู้ใช้ไฟมากจะจ่ายในอัตราที่สูงกว่า ‘คล้ายกับระบบภาษี’

“ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลซึ่งเป็นผู้ประเมินเองสามารถปรับเกณฑ์ อาจชะลอการลงทุนโรงไฟฟ้าบางส่วนและนำเงินกลับมาใช้เพื่อลดภาระค่าไฟของประชาชน ทำให้สามารถกดค่าไฟลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทได้ ซึ่งมีแนวทางทำได้”นายเอกนัฏกล่าว

  • ปรับโครงสร้างพลังงานรื้อแอลเอ็นจีสปอต

นายเอกนัฏ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเคาะราคาระหว่าง 3.95 บาท กับ 3.88 บาท แม้ดูต่างกันเพียง 7 สตางค์ แต่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท จึงเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่นเดียวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ชดเชยได้ แต่ต้องคำนึงถึง ‘ข้อเท็จจริง’ โดยเฉพาะต้นทุนก๊าซที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ที่นำเข้า นี่คือปัญหาระยะยาว ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างพลังงาน เนื่องจากพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซมากเกินไป ปัจจุบันไทยผลิตก๊าซได้เองราว 50% และนำเข้าจากเมียนมาประมาณ 10% รวมเป็น 60% ‘ค่อนข้างมั่นคง’ อีก 40% เป็น LNG ครึ่งหนึ่งมาจากตะวันออกกลาง เช่น แหล่งกาตาร์ และการซื้อแบบ Spot(ตลาดจร) ในตลาดโลกทำให้ต้นทุนผันผวนและสูงขึ้น ซึ่งต้องพิจารณาว่าไทยอาจซื้อมามากเกินไปหรือไม่

“ค่าไฟเป็นกลไกหนึ่ง แต่การจะลดหรือเพิ่มย่อมมีต้นทุน ‘ไม่มีสิ่งใดได้มาฟรี’ ต้องดำเนินควบคู่กับมาตรการส่งเสริม การประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้ประชาชนประหยัด เพราะประชาชนมีข้อจำกัดอยู่แล้ว“นายเอกนัฏกล่าว

Advertisement
  • กม.ล้าหลังค่าไฟขั้นบันไดใช้ตั้งแต่ปี43

นายเอกนัฏ กล่าวว่า หนึ่งในแนวทาง คือ การปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟแบบขั้นบันได ซึ่ง ‘ไม่ได้ปรับปรุง’ มาตั้งแต่ปี 2543 ทำให้ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟในปัจจุบัน โดยอาจกำหนดให้ผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ได้อัตราเฉลี่ยไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ขณะที่ผู้ใช้ไฟมาก เช่น 400-600 หน่วยขึ้นไป จะจ่ายในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ข้อมูลและกฎหมายของไทยล้าหลังมาก จากข้อมูลพบว่าค่าใช้ไฟเฉลี่ยของครัวเรือนในต่างจังหวัดอยู่ที่ประมาณ 190 หน่วยต่อเดือน จึงสามารถออกแบบนโยบายให้ครอบคลุมคนส่วนใหญ่ได้ ซึ่งต้องเข้าไปดูการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)ด้วย

นายเอกนัฏ กล่าวว่า สำหรับนโยบายพรรคภูมิใจไทย “ไฟฟ้า 3 บาท 200 หน่วยแรก” ที่เคยหาเสียงไว้นั้น ในภาวะวิกฤตอาจต้องปรับใช้แบบพุ่งเป้า โดยให้สิทธิกับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยก่อน ส่วนผู้ใช้ไฟเกิน 200 หน่วย อาจได้รับประโยชน์บางส่วนในลักษณะเฉลี่ย แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มรูปแบบในทันที หมายความว่า เวลาพิจารณาแบบขั้นบันได คนที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วยแรกก็เข้าเกณฑ์ได้ด้วย โดยไฟเฉลี่ย 3.88 บาทต่อหน่วย ก็วางแผนไว้ แต่ต้องดูค่าเฉลี่ยครัวเรือนอีกที

  • หนุนปชช.ติดโซลาร์-ซื้อไฟคืน

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในระยะยาว รัฐบาลมีแนวทางส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การซื้อไฟคืน(net metering) และการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟ (Demand Response) ผ่านเทคโนโลยีมิเตอร์อัจฉริยะ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟสามารถเลือกช่วงเวลาใช้ไฟเพื่อลดค่าใช้จ่ายได้ นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาไปสู่ตลาดไฟฟ้าเสรี โดยเริ่มจากผู้ใช้ไฟรายใหญ่ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ก่อนขยายสู่ระดับชุมชนและครัวเรือน ผ่านระบบไมโครกริด และเปิดให้เลือกผู้จำหน่ายไฟฟ้าได้ในอนาคต

“ทุกฝ่ายอยู่ในเรดาร์การตรวจสอบ และหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 เมษายน จะเร่งดำเนินมาตรการต่างๆ ทันที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน”นายเอกนัฏกล่าว