สสว.หั่นเป้า GDP SME ปี 69 เหลือ 1.6–2.3% รับแรงกดดันวิกฤตตะวันออกกลาง
เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ ห้องประชุม 101 ชั้น 10 อาคารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดยอม (สสว.) จัดงานแถลงข่าวสถานการณ์เศรษฐกิจ SME ประจำเดือนมีนาคม 2569 และมาตรการเชิงรุกรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
น.ส.ปณิตา ชินวัตร รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดยอม (สสว.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) เดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ระดับ 52.3 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 52.2 ในเดือนมกราคม ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ขณะที่การคาดการณ์ดัชนีในช่วง 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 52.8 อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากการสิ้นสุดเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน รวมถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจทำให้กำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอลง
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า เมื่อพิจารณาเชิงลึกตามรายสาขาธุรกิจ พบว่า ภาคการค้ายังคงมีความเชื่อมั่นสูงสุดที่ระดับ 53.2 รองลงมาคือภาคบริการ 53.0 และภาคการผลิต 50.5 ส่วนการจำแนกตามภูมิภาค พบว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีค่าดัชนีอยู่ที่ 51.8 ภาคตะวันออก 51.0 ซึ่งยังได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่ภาคเหนือมีความเชื่อมั่นสูงสุดที่ 55.5 รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 53.0 ภาคกลาง 51.9 และภาคใต้มีความเชื่อมั่นต่ำสุดที่ 49.8
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจ SME ในปี 2568 พบว่า GDP SME ไตรมาสสุดท้าย ของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.4 คิดเป็นมูลค่า 1.72 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34.9 ของ GDP ประเทศ โดยธุรกิจขนาดย่อมเติบโตสูงสุดที่ร้อยละ 2.5 รองลงมาคือรายย่อยร้อยละ 2.3 และขนาดกลางร้อยละ 2.2 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มปี 2569 มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจทำให้การเติบโตของ GDP SME ถูกปรับลดจากเดิมที่คาดไว้ร้อยละ 2.8 เหลือเพียงร้อยละ 1.6–2.3
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล–สหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.วิกฤตต้นทุนพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งสูงถึง 130–150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push inflation) ร้อยละ 2–3 2.ภาคการผลิตเผชิญภาวะ “Double Squeeze” ที่คาดว่า GDP ภาคการผลิตอาจหดตัวร้อยละ 0.6 โดยได้รับแรงกดดันทั้งด้านต้นทุนและอุปสงค์ที่ลดลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี อาหาร พลาสติก และเซรามิก 3.รายได้ท่องเที่ยวลดลง คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจเหลือ 32.75 ล้านคน จากเป้าหมาย 37 ล้านคน ส่งผลให้รายได้หายไปกว่า 109,000 ล้านบาท และ 4) ความเสี่ยงด้านการส่งออก จากปัญหาห่วงโซ่อุปทานและค่าระวางขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า ทั้งนี้ สสว.ได้ออกมาตรการช่วยเหลือ SME ครอบคลุม 3 ระยะ ได้แก่
1.ระยะเร่งด่วน เน้นลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่อง โดยจัดตั้ง War Room SME ร่วมกับศูนย์ OSS ทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมสนับสนุนที่ปรึกษาธุรกิจ (SME Coach) ช่วยปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดการใช้พลังงาน จัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และประสานหน่วยงานภาครัฐเพื่อเร่งคืนภาษี
3.ในระยะกลาง มุ่งเพิ่มรายได้และขยายโอกาสทางการตลาด โดยส่งเสริมการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และการเปิดตลาดใหม่ทดแทนตลาดเดิมที่ได้รับผลกระทบ
3.ส่วนระยะยาว เน้นการยกระดับธุรกิจผ่านกองทุน SME Resilience & Transformation Fund สนับสนุนการปรับสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ การใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) และพลังงานทางเลือก เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดใช้กลยุทธ์ “Safe Haven” ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยกลุ่มธุรกิจ SME ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ ที่พักระดับพรีเมียม ธุรกิจสุขภาพและความงาม อาหารฮาลาลฟิวชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์ไทย ซึ่งมีกำลังซื้อสูงถึง 80,000–100,000 บาทต่อทริป
น.ส.ปณิตา กล่าวว่า ขณะเดียวกัน สสว.ยังเตรียมมาตรการเฉพาะหน้าเพิ่มเติม โดยร่วมกับภาครัฐจัดตั้ง War Room เพื่อติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน พร้อมเปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงินรวมประมาณ 1,200 ล้านบาท สำหรับ SME โดยเฉพาะ คาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการภายในเดือนเมษายนนี้ อัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 ต่อปี ปลอดชำระเงินต้น 1 ปี ระยะเวลากู้ 5 ปี และกำหนดวงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 15 ล้านบาท เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ร้านอาหาร สปา รถเช่า ซักรีด และโรงแรมขนาดเล็ก นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเปิดตลาดใหม่ผ่านโครงการ “New Opportunity Gateway” เพื่อช่วยผู้ประกอบการกระจายความเสี่ยงจากตลาดเดิมที่ได้รับผลกระทบ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และขยายโอกาสทางการค้าในตลาดต่างประเทศ
“แม้สถานการณ์โลกจะมีความผันผวนสูง แต่ด้วยความแข็งแกร่งของ SME ไทย และการเร่งปรับตัวสู่ระบบดิจิทัล ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือเชิงรุก เชื่อว่าผู้ประกอบการจะสามารถประคองธุรกิจและก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ โดย สสว.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับมาตรการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง” น.ส.ปณิตา กล่าว

