รบ.เริ่มแล้ว’ไทยช่วยไทย’ ลดราคาสินค้า 3 พันรายการ น้ำมันพุ่ง ดีเซลลิตรละ44.24บาท ‘มินิบัส-รถตู้’ขึ้นค่าตั๋ว 6 เม.ย. ค่าไฟพค.ขยับเป็น 3.95 บาท
เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า รัฐบาลได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากภาระค่าครองชีพสูงขึ้น จากสถานการณ์ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก จึงได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนเพื่อเข้าไปดูแลปากท้องของประชาชน พร้อมสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งช่วยประชาชน ผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ โดยจับมือกับห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย (Supplier) เพื่อขอความร่วมมือลดราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันกว่า 3,000 รายการ เริ่มนำร่องดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการเปิดโครงการ ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ว่า โครงการดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์จับมือกับผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายทั้งค้าปลีกและค้าส่ง ในการนำสินค้าจำเป็นสำหรับการอุปโภคบริโภคกว่า 3,000 รายการ มาลดราคาสูงสุดถึง 58% เพื่อช่วยประชาชนทั่วประเทศให้ได้รับสินค้าในราคาสุดพิเศษ โดยผู้ประกอบการทุกคนได้เข้ามาช่วยจนทำให้เกิดโครงการนี้ และจะส่งต่อไปถึงทุกจังหวัดผ่านร้านค้าปลีก เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ ในเบื้องต้นสินค้าราคาประหยัดมีระยะเวลาดำเนินการ 2 เดือน ตั้งแต่เดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ จากนั้นจะมีสินค้าอื่นเข้ามาทดแทนเพื่อให้มีสินค้าราคาประหยัดหมุนเวียนต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี
ที่สถานีขนส่ง นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยประเด็นค่าโดยสาร ตามมติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ได้อนุมัติให้ปรับขึ้นค่าโดยสารเพื่อสะท้อนต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น โดยจะเริ่มปรับขึ้นค่าโดยสารรถตู้สาธารณะและรถโดยสารขนาดเล็ก (มินิบัส) ทุกเส้นทางรวมกว่า 3,000 คัน ในอัตรา 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ขณะที่รถโดยสารขนาดใหญ่ (รถทัวร์) ทั้งของ บขส.และรถร่วมบริการรวมประมาณ 6,000 คัน จะปรับขึ้นในอัตราเดียวกันคือ 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นช่วงหลังสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในช่วงการเดินทางกลับภูมิลำเนา
ขณะที่ นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ.เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 โดยกำหนดค่าเอฟที เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
รายงานข่าวจากคณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) แจ้งเมื่อเวลา 19.00 น.ว่า ผลการประชุมกบน.วันที่ 1 เม.ย.2569 ที่ประชุมมีมติปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล 4.11 บาทต่อลิตร เป็น 17.78 บาทต่อลิตร พร้อมขยับราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร เป็น 44.24 บาท ต่อลิตร ขณะที่น้ำมันไบโอดีเซล B20 ปรับลดอัตราเงินชดเชย 3.99 บาทต่อลิตร เป็น 20.12 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร เป็น 39.24 บาทต่อลิตร โดยทั้งหมดมีผลวันที่ 2 เมษายน 2569 ส่วนราคาน้ำมันเบนซินผู้ค้าจะเป็นผู้ประกาศแจ้ง คาดว่าปรับขึ้นเช่นกัน

