แอตต้าเดินหน้าปั้นตลาดจีน ปักหมุดโรดโชว์ 5 เมือง สู่เป้าหมายท่องเที่ยวภูมิภาค 2 พันล้านคน
นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า สมาคมฯ ยังคงเดินหน้าทำตลาดระยะใกล้ เพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายคือ การท่องเที่ยวระดับภูมิภาค หรือ Regional Tourism ซึ่งตลาดจีนถือเป็นความหวังของตลาดระยะใกล้ ใช้เวลาบินไม่เกิน 5 ชั่วโมง จึงวางแผนในการทำตลาด เดินทางไปโรดโชว์จีนที่ประเทศจีน 5 เมือง ได้แก่ เมืองอูรูมุฉี เมืองตุนหวง เมืองเจียอวี้กวน เมืองจางเยว่ และเมืองหลันโจว ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม ถึง 4 มิถุนายน 2569 เพื่อทำตลาดนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทย หลังจากนำร่องทำตลาดในปี 2568 ที่ผ่านมา ผ่านแนวคิด Regional Tourism มีนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทยที่ 5 ล้านคน และคนไทยไปจีน 2 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนอัตราที่นั่งของสายการบิน นักท่องเที่ยวจีนมาไทยจะอยู่ที่ 60-70% และนักท่องเที่ยวไทยไปจีนประมาณ 20-30% เพิ่มความสมดุลในด้านสายการบินได้มากขึ้น
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า สาเหตุที่เลือกทั้ง 5 เมืองนี้ในการจัดทำโรดโชว์ เนื่องจากเป็นเมืองระดับ 2 ไม่ได้เป็นเมืองหลักอย่างแท้จริง ซึ่งส่วนใหญ่พลเมืองยังไม่ได้เดินทางเข้ามาเที่ยวไทยมากนัก จึงมีโอกาสสร้างการเดินทางครั้งแรกได้เยอะ และภูมิรัฐศาสตร์ที่มีอากาศหนาวจัด 30-40 องศาในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้คนในเมืองชื่นชอบการเที่ยวทะเล ซึ่งทะเลประเทศไทยถือเป็นจุดขายสำคัญที่ชอบและต้องการเข้ามาสัมผัส อีกทั้งรัฐบาลจีนเพิ่งเริ่มเปิดให้เมืองเหล่านี้ออกเดินทางกันมากขึ้น โดยปี 2568 เห็นท่องเที่ยวมาเลเซียเข้าไปทำตลาดในเมืองอูรูมุฉีถึง 2 ครั้ง จนเห็นการเติบโตด้านการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน ขณะที่ไทยไม่ได้เข้าไปเลย แต่ผู้ประกอบการจากทั้ง 5 เมืองนี้ประสานมาว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีความต้องการทางการตลาดสูง สมาคมฯ จึงเลือกเดินทางไปโรดโชว์ใน 5 เมืองนี้ ผ่านการวางแผนเจรจาจัดทำชาเตอร์ไฟล์ทในเมืองใหม่ๆ เหล่านี้มากขึ้น
“โดยเฉพาะพื้นที่ทั้ง 5 เมืองนี้ ถือเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและสวยงามมาก สามารถทำตลาดคนไทยไปเที่ยวจีนได้เช่นกัน ตอบโจทย์ความชัดเจนการส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวระหว่างกัน สร้างประโยชน์แบบวินวินทั้ง 2 ฝ่ายได้ โดยรอบนี้มีการนำผู้ประกอบการไทยร่วมโรดโชว์จำนวนกว่า 80-100 ราย ใช้งบประมาณเบื้องต้นที่ 10 ล้านบาท โดยมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สนับสนุนงบประมาณในสัดส่วน 20-30% โดยงบประมาณที่วางไว้ถือว่ามากกว่าทุกครั้ง เพราะเดินทางจำนวนหลายเมืองและไปหลายวัน ซึ่งจะมีการเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อจากจีนแบบทุกวัน เพื่อความคุ้มค่าแน่นอน” นายอดิษฐ์ กล่าว
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า ภาคเอกชนพยายามสร้างการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค เน้นเดินทางระยะใกล้ เป็นพื้นที่ที่ไม่มีความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ สามารถใช้การเดินทางเที่ยวระหว่างกัน หรือทูเวย์ทัวริซึ่มได้ จีนจึงเป็นโมเดลแรกที่ทำตั้งแต่ปี 2568 เกิดความสมดุลในการบริหารจัดการเที่ยวบินมากขึ้น ลดความเสี่ยงเมื่อเกิดวิกฤต ต่างจากอดีตที่มีนักท่องเที่ยวไทยไปจีนเพียง 10% เมื่อเกิดวิกฤตแล้วเที่ยวบินจะถูกกระทบเป็นช่องว่างทันที ทำให้เครื่องบินต้องถูกขยับไปบินเส้นทางอื่น การจะทำกลับมายากมาก ต้องใช้แรงเยอะ
นายอดิษฐ์ กล่าวต่อว่า เมื่อบริหารจัดการแบบนี้ หากนักท่องเที่ยวจีนน้อยลง แต่นักท่องเที่ยวไทยก็สามารถช่วยดึงกลับมาได้ ไฟล์ทบินมีความยั่งยืนมากขึ้น การกระตุ้นความต้องการ (ดีมานด์) มีความสม่ำเสมอ มีโอกาสฟื้นฟูได้ง่าย รวมถึงนโยบายของรัฐบาลจีนและรัฐบาลไทย มีการส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวระหว่างกัน พลเมืองไทยมี 70 ล้านคน จีนมี 1,400 ล้านคน ทำตลาดร่วมกันเดินหน้าสู่การดึงตลาดอาเซียนที่มี 600 ล้านคน เดินทางเที่ยวระหว่างกัน ก่อให้เกิดตลาด 2 พันล้านคน หมุนเวียนสร้างสร้างการท่องเที่ยวระดับภูมิภาคได้
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับภาคการท่องเที่ยว มีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่นั้น เบื้องต้นภาคเอกชนได้หารือกันเพื่อจัดทำข้อเสนอถึงรัฐมนตรีใหม่ โดยเป็นการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการทำตลาดคู่ค้าเพื่อเดินหน้าสู่การท่องเที่ยวระดับภูมิภาค หรือ Regional Tourism รวมถึงการควบคุมต้นทุนค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถโดยสารไม่ประจำทาง โดยเฉพาะรถที่ใช้ในการท่องเที่ยว และต้นทุนการขยับของราคาอุปโภคและการบริโภคต่างๆ ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งเข้ามาดูแล ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่จนเกินรับมือไหว

