บขส.เตรียมงบ 70 ล้านพยุงรถร่วมสู้ดีเซลพุ่ง จ่อถกหน่วยงานอีกครั้งหลังดีเซลพุ่ง 44.24 บาท
เมื่อวันที่ 2 เมษายน นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยภายหลังการเรียกผู้ประกอบการรถร่วมบริการของ บขส. ทั้งหมด 6,000 คันทั่วประเทศ เข้าพูดคุยหารือถึงมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ว่า บขส. ได้เสนอมาตรการดูแลผู้ประกอบการ หลังจากขอให้ตรึงราคาค่าโดยสารไว้ตามเดิมจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 เพื่อลดผลกระทบการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์
นายอรรถวิทกล่าวว่า แต่ในช่วงวันเดินทางที่จะต้องให้บริการรถเสริม บขส. จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรถเสริมในราคาพิเศษ หรือถูกกว่าราคาปกติ ตลอดจนเตรียมเงินจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ไว้เบื้องต้นประมาณ 70 ล้านบาท เพื่อสนับสนุน ส่วนต่างราคาค่าตั๋วโดยสาร ของรถร่วมบริการ ซึ่งคาดว่า อาจจะต้องจ่ายเฉลี่ยวันละ 2-3 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับกระทรวงพลังงาน และ ปตท. เพื่อสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการซึ่งคาดว่าจะใช้ปริมาณน้ำมันสูงถึง 320,000 ลิตรต่อวันในช่วงเทศกาล
นายอรรถวิทกล่าวว่า ส่วนกรณีที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ที่ 44.24 บาท/ลิตร และคาดว่าจะมีแนวโน้มปรับราคาขึ้นอีกนั้น คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางบริษัท ขนส่ง จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีการประชุมหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าจะต้องมีการพิจารณาปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่ปัจจุบัน มีมติให้ปรับราคาแล้ว 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร และยืนยันว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์การใช้บริการรถ บขส. และรถร่วมบริการ จะยังคงราคาเดิม ไว้จนถึงวันที่ 19 เมษายน 2569
ด้าน นายชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นครชัย 21 จำกัด กล่าวว่า ตนมองว่าการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสาร 5 สตางค์ต่อกิโลเมตรเป็นราคาที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางคำนวณก่อนที่ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันราคานี้ไม่สะท้อนต้นทุน แต่ก็ตนก็ขอบคุณที่ทางภาครัฐพยายามหามาตรการเข้ามาช่วยสนับสนุนส่วนต่างด้านราคา และไม่เก็บค่าธรรมเนียมรถเสริมเพิ่มเติม
นายชัยวัฒน์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตนอยากเห็น คือการจัดทำแผนหรือมาตรการล่วงหน้า เพราะหากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปอีกทางหน่วยงานจะมีมาตรการรองรับอย่างไร หรือการคำนวณค่าโดยสารควรทำแบบขั้นบันไดหรือไม่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุน ณ ปัจจุบัน ยกตัวอย่าง น้ำมันลิตรละ 45-50 บาท เรตราคาค่าโดยสารต้องปรับขึ้นเฉลี่ย 7 สตางค์ต่อกิโลเมตร หากราคาพุ่งขึ้นไปอีกก็ควรปรับค่าโดยสารแบบขั้นบันได (ปล่อยลอยตัวค่าโดยสาร) ทั้งนี้ สิ่งที่ตนกังวลคือขณะนี้สภาพคล่องทางการเงินของผู้ประกอบการรถร่วม และราคาน้ำมันที่จะผู้ขึ้นไปอีก หากขาดสภาพคล่อง อาจจะต้องหยุดวิ่งให้บริการ หรือลดเที่ยววิ่งลง

