หน้าแรก เศรษฐกิจ ส.ชาวนา โอดรา...

ส.ชาวนา โอดราคาดีเซล-ปุ๋ยพุ่ง หวั่นเผาตอซัง ก.เกษตรกาง 13 มาตรการ ชงครม.ช่วยเกษตรกร

3.04.26 | 10:47 น.

ส.ชาวนา โอดราคาดีเซล-ปุ๋ยพุ่ง หวั่นเกษตรกรหวนเผาตอซัง ก.เกษตร กางแผน 13 มาตรการ

เมื่อวันที่ 3 เมษายน นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ความเดือดร้อนของเกษตรกรในขณะนี้ว่า จากราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 47.74 บาทต่อลิตร และมีแนวโน้มจะขยับขึ้นไปถึง 50 บาทต่อลิตรในเร็วๆ นี้ กำลังกลายเป็นปัจจัยลบสำคัญที่กดดันต้นทุนภาคการเกษตรโดยตรง โดยเฉพาะในช่วงที่เกษตรกรต้องเตรียมแปลงสำหรับฤดูกาลผลิตถัดไป ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อการจัดการตอซัง หากเกษตรกรเลือกใช้วิธีการหมักแทนการเผา จะต้องมีการสูบน้ำเข้านาและเติมน้ำเป็นระยะเพื่อให้ท่วมตอซังอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จนเกรงว่าเกษตรกรบางส่วนอาจจำเป็นต้องหันไปใช้วิธีการเผาตอซังเพื่อลดต้นทุน ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่กำลังรุนแรงอยู่ในขณะนี้

นายปราโมทย์กล่าวว่า นอกจากนี้ ราคาปัจจัยการผลิตอื่นยังคงยืนตัวอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะ “ปุ๋ยยูเรีย” ที่ราคากระสอบละกว่า 1,200 บาท และปุ๋ยสูตรอยู่ที่ประมาณ 950-1,000 บาทต่อกระสอบ เมื่อรวมกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อไร่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล สวนทางกับราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรได้รับ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อตันเท่านั้น

“รายได้สุทธิของชาวนาลดลงอย่างเห็นได้ชัด หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เกษตรกรบางส่วนอาจจำเป็นต้องหยุดทำนา เพราะยิ่งทำยิ่งขาดทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งรายได้ ค่าครองชีพ และภาระหนี้สินในระยะยาว” นายปราโมทย์กล่าว

นายปราโมทย์กล่าวต่อว่า อยากส่งสัญญาณเรียกร้องไปยังภาครัฐให้เร่งเข้ามาดูแลราคาพลังงานและปัจจัยการผลิตภาคการเกษตรอย่างใกล้ชิด พร้อมพิจารณาออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อลดภาระต้นทุน และรักษาเสถียรภาพการผลิตข้าวของประเทศก่อนที่เกษตรกรจะแบกรับภาระไม่ไหว

Advertisement

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครั้งที่ 2 ว่า กระทรวงได้เร่งจัดทำแผนเชิงรุกเพื่อดูแลเกษตรกรทุกภาคส่วน ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันและปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น โดยเน้นการยกระดับศักยภาพเกษตรกรและลดต้นทุนการผลิตในภาวะวิกฤต

นายวิณะโรจน์กล่าวว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปแนวทางดำเนินงานรวม 13 มาตรการ ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะเร่งด่วนและระยะกลาง เพื่อเสนอต่อศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) พิจารณาอนุมัติ ก่อนที่จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีดังนี้

มาตรการระยะเร่งด่วน

1.มาตรการประสานและอำนวยความสะดวกการจัดหาปุ๋ยเคมี (Supply Management) โดยการเจรจาการค้าเพื่อนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ โดยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ และการอำนวยความสะดวกการอนุมัติ อนุญาต โดยลดเวลา เพิ่มความหลากหลายของบรรจุภัณฑ์ และปุ๋ยชีวภาพทางเลือก เป็นต้น

2. มาตรการส่งเสริมการใช้ปุ๋ย 70:30 โดยใช้ปุ๋ยเคมีแม่นยำตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช ควบคู่ปุ๋ยชีวภาพทางเลือก (Demand Management) เช่น ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ย PGPR (Plant Growth Promoting Rhizobacteria) พัฒนาโดยกรมวิชาการเกษตร ประกอบด้วยแบคทีเรียดินที่มีชีวิต ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชโดยตรึงไนโตรเจน ละลายธาตุอาหารในดิน (P, K) และสร้างฮอร์โมนกระตุ้นราก)

3.มาตรการเสริมสภาพคล่องทางการเงินเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการนำเข้าปัจจัยการผลิต (ปุ๋ย) ร่วมกับกระทรวงการคลัง รวมทั้งกองทุนในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหรือกองทุน คชก. โดยมีเงื่อนไขตามที่กำหนด เช่น ขึ้นทะเบียนเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ผลการตรวจวิเคราะห์ดิน ตลอดจนการลดค่าบริการ ตรึงราคาค่าบริการของสถาบันเกษตรกรเพื่อสมาชิก เป็นต้น

4.มาตรการบริหารจัดการและกระจายน้ำมันดีเซล น้ำมัน B20 เพื่อเกษตรกรและปัจจัยการผลิต ผ่านระบบสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพลังงาน

5.มาตรการลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น การออกหน่วยบริการ และให้บริการอนุมัติ อนุญาตออนไลน์ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการขออนุมัติ อนุญาต เป็นต้น

6.มาตรการเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าเกษตร

มาตรการระยะสั้น

7.มาตรการส่งเสริมการผลิตและใช้ปุ๋ยชีวภาพ ตามคำแนะนำทางวิชาการที่มีความแม่นยำ มีการปรับสูตรให้เหมาะสมกับพืชและสภาพดิน รวมทั้งมีการออกผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพทางเลือกออกสู่ตลาด เช่น ผลิตปุ๋ยชุมชน ปุ๋ย PGPR ควบคู่การส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ในการส่งเสริมปลูกพืชบำรุงดิน และสารปรับสภาพดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยสู่เกษตรกรอย่างแพร่หลาย

8.มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและเทคโนโลยีแม่นยำ เช่น Solar cell เป็นต้น โดยสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก

9.มาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรแบบมุ่งเป้า ตามเงื่อนไขที่กำหนด

10.มาตรการอำนวยความสะดวกการส่งออก นำเข้าสินค้าและปัจจัยการผลิต โดยการเจรจาทางการค้า การลดอุปสรรคทางการค้า เช่น ภาษีโควต้านำเข้า รวมทั้ง สนับสนุนการเปิดตลาดและขยายตลาดกับประเทศคู่ค้าใหม่ๆ

มาตรการระยะกลาง

11.การส่งเสริมงานวิจัยสารปรับสภาพดินและขับเคลื่อนเกษตรชีวภาพ พลังงานหมุนเวียน Bio and Circular Economy

12.ส่งเสริมการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรมูลค่าสูง

13.การพัฒนากฎหมาย ระเบียบ มาตรฐานรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ Low Carbon Economy เป็นต้น