หน้าแรก เศรษฐกิจ พลังงานรับ วิ...

พลังงานรับ วิกฤตนี้หนักสุดในปวศ. น้ำมันขึ้น 3 เท่า ต้องรักษาสมดุลตลาดโลก เร่งดึงกำไรส่วนเกินคืนปชช.

3.04.26 | 13:42 น.

พลังงาน เร่งดึงกำไรส่วนเกินคืนปชช. รอคตร.เคาะตัวเลขสรุปจันทร์นี้

เมื่อวันที่ 3 เมษายน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์พลังงานในขณะนี้เป็นวิกฤตที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกพุ่งทะยาน จากสถานการณ์ปกติที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเกือบ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ซึ่งรุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่เพียง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นกลไกสำคัญ ในการชดเชยราคาช่วยเหลือประชาชนติดลบแล้วเกือบ 5 หมื่นล้านบาท แม้จะมีวงเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาท รองรับได้ประมาณอีก 2 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็น่ากังวลอย่างยิ่ง การบริหารราคาในช่วงนี้จึงยากลำบาก เพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างราคาตลาดโลก ฐานะกองทุนฯ และผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 2 วันติดกันที่ผ่านมานั้น ก็เพื่อรักษาสภาพคล่องกองทุนฯ และไม่ให้เกิดการขึ้นราคาแบบกระชาก เพราะอาจทำให้เกิดการกักตุน หรือลักลอบนำออกนอกประเทศไทย

โดยกระทรวงพลังงานได้สั่งการ ให้พลังงานจังหวัดเข้มงวดตรวจสอบสถานีบริการทั่วประเทศ ในวันก่อนที่จะมีการขึ้นราคา ป้องกันการกักตุน ขณะเดียวกันยังคงใช้เงินกองทุนฯ อุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) วันละประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพ และราคาอาหารของประชาชน

สำหรับประเด็นโครงสร้างราคา และค่าการกลั่นนั้น การคำนวณสต๊อกน้ำมัน (เก่า-ใหม่) ของโรงกลั่นใช้วิธี Mark to Market ซึ่งเป็นตามหลักสากลที่ใช้กัน โรงกลั่นก็ต้องยอมรับความเสี่ยงตรงนี้ด้วย ส่วนค่าการกลั่นก็ไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าแรง และค่าบำรุงรักษา และต้นทุนเพิ่มเติมอย่างค่า War Premium ค่าประกันภัย ค่าน้ำมันดิบที่แพงขึ้นในช่วงสงคราม

อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตนี้พบว่า ค่า War Premium ที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้เกิดกำไรส่วนเกิน (Windfall) ทางคณะ คตร. จึงเร่งพิจารณานำค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 2.43 บาท มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อดึงส่วนต่างนี้กลับมาชดเชยให้ประชาชน โดยได้เรียกโรงกลั่นหารือเพื่อหาจุดสมดุลแล้ว และได้รับความร่วมมือเบื้องต้นจาก ปตท. และบางจาก

Advertisement

คาดว่าจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อสรุปตัวเลขได้ในวันจันทร์นี้ (6 เมษายน 2569) ก่อนจะพิจารณารูปแบบการช่วยเหลือต่อไป ว่าจะเป็นการลดราคาให้ทันที หรือช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า เช่น กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง ทั้งนี้ตัวเลข Windfall ในแต่ละเดือนมีความแตกต่างกัน

“วิกฤตการณ์ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากในประวัติศาสตร์ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน ผู้ประกอบการ และประชาชน กระทรวงพลังงาน พยายามอย่างเต็มที่ในการหาจุดสมดุล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการดึงกำไรส่วนเกิน หรือ Windfall มาช่วยแบ่งเบาภาระ ซึ่งเชื่อมั่นว่า โรงกลั่นที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยจะให้ความร่วมมือ เพราะนี่คือเวลาที่ต้องช่วยคนไทยด้วยกัน เพื่อฝ่าฟันวิกฤตที่หนักหน่วงนี้ไปด้วยกันให้ได้” นายประเสริฐ กล่าว