ผู้ผลิตไลฟ์สไตล์ ผลักดันไทยผู้นำจัดงานแสดงสินค้าเอเชีย บิ๊กธุรกิจ เล็งขอแรงหนุนจากพาณิชย์
วันที่ 3 เมษายน นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย เปิดเผยว่า สมาพันธ์ ได้จับมือบริษัท คอมเอเชีย จำกัด ผู้จัดงานแสดงสินค้ารายใหญ่ของฮ่องกง ร่วมจัดงาน “เมกะโชว์แบงคอก” ระหว่างวันที่ 15-18 กรกฎาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเป็นงานที่จัดในไทยต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 มีเป้าหมายจะเป็นงานแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ขนาดใหญ่ในเอเชีย ซึ่งจะเทียบได้กับงานแสดงสินค้าของขวัญของชำร่วยและตกแต่งบ้าน (BIG & BIH) ของไทย ซึ่งเคยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก โดยปีนี้คาดจะมีผู้นำเข้าสินค้าจากทั่วโลกมาร่วมงานประมาณ 1 หมื่นราย โดยมีผู้ค้าไทยเข้าร่วมงานกว่า 200 ราย
นายจิรบูลย์กล่าวว่า อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย ประกอบด้วย เครื่องใช้ในครัวเรือนไทย, ของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน, เครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงาน, อุตสาหกรรมของเล่นและผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก, เคหะและสิ่งทอ และมี 6 สมาคมในสมาพันธ์กำลังประสบปัญหาเหมือนกันจากผลกระทบสงครามตะวันออก ที่ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนผลิต ขนส่ง และค่าใช้จ่ายทุกด้าน เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลต่อถึงราคาสินค้าที่ส่งออกสูงขึ้น กระทบต่อคำสั่งซื้อและรายได้ในอนาคต เป็นสถานการณ์ที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้ แม้เจอผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์ แต่ก็เป็นตัวเร่งให้นำเข้าสูงขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องภาษีทรัมป์ จึงทำให้สมาพันธ์ฯคาดหวังการส่งออกของ 5 อุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ไทย ขยายตัวจากปีก่อน 12%
“ตอนนี้การส่งออกค่อนข้างยุ่งยากและต้นทุนสูงขึ้นมาก การจะปรับราคาเท่าต้นทุนก็ทำได้ยาก น้ำมันแพง ส่งผลต่อสินค้าเกี่ยวเนื่องสูงขึ้นไปด้วย 100-200% แล้ว กังวลเรื่องค่าบาทผันผวนและกลับมาอ่อนค่า ยิ่งกดดันต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า ทำให้ต้องปรับลดเป้าตัวเลขจากเดิม 12% น่าจะเหลือขยายตัวต่ำกว่า 6% ซึ่งปีก่อนอุตสาหกรรมนี้ส่งออกได้กว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม สหรัฐยังเป็นตลาดหลักของการส่งออก 40-50% รองลงมาคืออาเซียน ซึ่งพบว่า เวียดนามเป็นประเทศดาวเด่นที่นำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดส่งออกอุตสาหกรรมนี้ของไทยยังประคองตัวอยู่ได้ และอานิสงส์นโยบายทรัมป์จะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้า ให้เกิดการเร่งนำเข้าสูง จนปีก่อนส่งออกกลุ่มนี้ขยายตัวได้ 30-40%” นายจิรบูลย์กล่าว
นายจิรบูลย์กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณแนวโน้มการค้าและส่งออกผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทยหดตัวต่อเนื่อง ในตลาดเดิม ซึ่งมาจากหลายปัจจัยทั้งไทยเสียบทบาทเป็นศูนย์กลางงานแสดงสินค้าของขวัญของชำร่วยและไลฟ์สไตล์ ขณะที่ยังหาตลาดใหม่มาทดแทน วิตกว่าไทยจะเสียอำนาจต่อรองในตลาดโลก หากยังไม่เร่งแก้ไข ดังนั้น ผู้ประกอบการในหลายธุรกิจ กำลังหารือและจับมือกันผลักดันผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย ให้เป็นอุตสาหกรรมยั่งยืนและทวงการเป็นผู้นำในอาเซียน วางแนวคิดไทยเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายของขวัญของชำร่วยและไลฟ์สไตล์ไทยที่แทรกในทุกมิติ ทั้งกิฟต์คาแร็กเตอร์ (ตัวละคร) คอร์ปอเรตกิฟต์ (ของที่ระลึกองค์กร) ฟู้ดส์กิฟต์ (เช่น กระเช้าสินค้าด้านอาหาร) เป็นต้น
“ถ้าไม่ทำอะไรเลย อุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ และของขวัญของชำร่วยไทย ลดหดหายไปเรื่อยๆ ตลาดนี้มีมูลค่ารวมกันกว่า 1 แสนล้านบาท ทั้งจากการส่งออกมีมูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาทต่อปี จำหน่ายในประเทศอีก 4.0-4.5 หมื่นล้าน หลังจัดตั้งรัฐบาลแล้ว จะทำหนังสือและขอพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำเสนอแนวคิดและขอการสนับสนุนผลักดันไทยเป็นฮับกิฟต์เอเชีย” นายจิรบูลย์ กล่าว

