จับตา เอกนัฏ ถก 6 โรงกลั่นเช้านี้ ก่อนประชุม กบง.เคาะค่ากลั่น
เมื่อวันที่ 7 เมษายน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” ดำเนินรายการโดย นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป้าหมายของเราคือ การลดราคาหน้าโรงกลั่น ไม่ใช่ลดราคาหน้าปั๊ม ที่ใช้กองทุนไปอุดหนุน ซึ่งมีได้มีเสีย แต่เป้าหมายของเราคือ ต้องการให้ “โรงกลั่น” มารับผิดชอบ ซึ่งจะทำให้หน้าปั๊มราคาลดลงโดยไม่ต้องใช้เงินกองทุน ซึ่งในส่วนนี้ไม่ใช่อำนาจของ ครม. แต่เป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) โดยตนจะเรียกประชุมในบ่ายนี้
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ค่าการกลั่นเดือนมีนาคม สูงขึ้นผิดปกติ ซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้มีนัยยะ ถึงแม้จะบวกต้นทุนจากค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น เมื่อเอามาบวกแล้วก็ยังสูงอยู่ดี ฉะนั้นส่วนต่างตรงนี้นำมาลดราคาขายหน้าโรงกลั่นได้ อย่างไรก็ตาม ระบบประเทศไทยมี 2 ราคา คือ ราคาหน้าโรงกลั่นที่อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ ซึ่งตอนนี้แพงมากเมื่อมาถึงประเทศไทย 50 กว่าบาทแล้ว เมื่อบวกภาษีต่างๆเป็น 60-70 บาท แล้วเรานำเงินกองทุนไปชดเชยประมาณ 20 บาท (สำหรับดีเซล)
นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ราคาหน้าโรงกลั่น ที่อ้างอิงจากสิงคโปร์นั้นแพงเกินไป ราคาที่แพงไม่ได้เกิดจากต้นทุนแพงขึ้นเท่านั้น แต่เกิดจากสถานการณ์ทั่วโลกที่ต้องการดีเซลพุ่งสูง แต่ประเทศไทยมีโรงกลั่น เราไม่ได้เข้าน้ำมันสำเร็จ เรานำเข้าน้ำมันดิบ ดังนั้นในสถานการณ์นี้ โรงกลั่นต้องร่วมแสดงความรับผิดชอบ ไม่ใช่ 6 เจ้ามารวมตัวกันแล้วบีบให้คนไทยใช้น้ำมันดีเซลสำเร็จในราคาแพง (ราคาสิงคโปร์) สำหรับประเทศไทย คนไทยควรได้รับประโยชน์จากที่มีโรงกลั่น 6 แห่ง ไม่ใช่ทำตัวเหมือนประเทศเพื่อนบ้านที่นำเข้าน้ำมันสำเร็จ ฉะนั้นในเช้า และบ่ายวันนี้ ตนเปิดโอกาสให้โรงกลั่นนำข้อมูลมาเจรจากัน ชี้แจงต้นทุนที่แท้จริงให้จบ ยืนยันวันนี้จะต้องมีคำตอบจาก กบง.ในบ่ายโมงนี้
“แต่ถ้าเขาไม่ให้ บ่ายนี้ผมจะกดราคาหน้าโรงกลั่น ว่าให้ลดลงมา 2 บาทก่อนเลย แล้วเดือนเมษายนมาเคลียร์ค่าการกลั่นกันอีกที โดยในเดือนมีนาคมเราเห็นตัวเลขค่าการกลั่นแล้วอยู่ที่ 7.23 บาทต่อลิตร แต่เดือนเมษายนเราอาจจะดูเป็นรอบได้ เป็นการใช้อำนาจตามพ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย แต่ขณะนี้เกิดภาวะวิกฤตจริงๆ ทำอะไรได้ก็ต้องทำ และเมื่อเช้านี้ นายกรัฐมนตรีโทรมาสั่งการด้วย ให้ลุยเต็มที่ วันนี้ประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤต วันนี้ทุกคนต้องช่วยกัน โรงกลั่นเองต้องแสดงความรับผิดชอบ ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป บ่ายวันนี้ ผมมีอำนาจ ต้องใช้อำนาจ” นายเอกนัฏ กล่าว
นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ต้องให้โอกาสโรงกลั่นอธิบาย ทั้งนี้ทราบว่าโรงกลั่น ติดช่องแคบฮอร์มุซ ต้องจ่ายค่าระวางเรือแพง ทั้งนี้ มีตัวบ่งชี้ 3 ตัวที่วัดกำไรขาดทุน คือ 1.วัตถุดิบ หรือสต๊อก 2.ค่าการกลั่น 3.ค่าการตลาด ต้องแยก 3 ส่วนนี้ออกจากกัน วันนี้เราพูดถึงค่าการกลั่น คือการแปลงน้ำมันดิบ มาเป็นน้ำมันสำเร็จ ที่แพงขึ้นเพราะทั่วโลกกังวลว่าไม่มีน้ำมันสำเร็จใช้ หลายประเทศมีนโยบายประกาศไม่ส่งออกน้ำมันสำเร็จ
ตั้งแต่เช้าตนได้เรียกดูข้อมูลการกลั่นเดือนมีนาคม โดยจะคำนวณค่าความเหมาะสมว่าควรอยู่ที่เท่าไหร่ จะนำราคาของเดือนมีนาคมไปลดที่ราคาหน้าโรงกลั่น หรือจะทอยมาเป็นประโยชน์ส่วนเกินเท่าไหร่ และในเดือนเมษายน ต้องนำตัวเลขมาดูกันต่อไป ทั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่จะกำหนดสูตรในเดือนเมษายน แต่ถ้ากำหนดสูตรใหม่ อาจจะมีปัญหาอีก
“วันนี้คุยกับทุกคนก็รู้ดีอยู่ว่ากำไรจากค่าการกลั่นพุ่ง ไม่ต้องอ้างเรื่องสต๊อก ค่าการตลาด แต่ค่าการกลั่นแพงสูงขึ้นผิดปกติ และในเดือนเมษายนค่าการกลั่นปรับขึ้นเป็น 15.99 บาทต่อลิตร ทั้งนี้เมื่อจบรอบ เช่น 7 วัน 8 วัน เราจะเรียกมาดู และจะเห็นว่าตัวเลขจริงเป็นอย่างไร โดยจะเห็นว่า “War Premium” ที่เขาอ้างนั้น แพงขนาดที่จะพุ่งสูงถึง 16-17 บาทหรือไม่ ทั้งนี้เราต้องเอาตามจริง ในชั่วโมงนี้เราต้องแฟร์ทั้ง 2 ฝ่าย ผมไม่ได้ทำให้เขาขาดทุน แต่ถ้าต้นทุนสูงจริงและพิสูจน์ได้ ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่สามารถชี้แจงได้ เราก็จะเอาตามนี้” นายเอกนัฏ กล่าว

นายสรยุทธถามว่า ค่าการกลั่นคือตัวเลขทิพย์ ต้องเอาของจริงมากางดู จากเดิมค่าการกลั่นที่เอาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปตั้ง เอาน้ำมันดิบค่าเฉลี่ยมาลบกัน ดังนั้นต้องเอาหลักฐานมาดูว่า ต้นทุนต่างๆ เช่น พลังงานที่ใช้ในการกลั่น ค่าคน ค่าเสื่อมราคา บวกกับ War Premium โดยเอาหลักฐานมาดูกัน และเมื่อรวมต้นทุนกับปกติกับ War Premium ต่างๆ แล้วตัวเลขค่าการกลั่นเกินมาเท่าไหร่ จะขอคืนมา ถ้ายอมในสูตรนี้ด้วยดี วันนี้จะเคาะในส่วนมีนาคม และจะประเมินเดือนเมษายนอีกที ถ้าไม่ยอมจะใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นายเอกนัฏ กล่าวว่า “ถูกต้องครับ”
นายสรยุทธ ถามว่า ถ้ากดดันโรงกลั่นมาก โรงกลั่นจะไม่ซื้อน้ำมันดิบ หรือไม่กลั่นเลย อาจจะสร้างปัญหาใหม่ ทำให้น้ำมันขาดแคลน นายเอกนัฏ กล่าวว่า อยู่ที่ตัวเลขที่คำนวณออกมา ถ้าคำนวณมาแล้วเขายังกำไรอยู่ แล้วจะมีเหตุผลอะไรในการหยุด เพราะทุกลิตรที่กลั่นออกมาคือกำไร นี่คือช่วงกำไรของเขา และตกลงใครเสียหายมากกว่ากันถ้าเขาหยุด เขาเสียหรือเราเสีย เขาต้องเสียกำไรไปเขาจะทำไป ทำไม ซึ่งเขาต้องขู่แน่นอน ถ้าเรากลัวมากเราไม่ต้องทำอะไร
“พูดกันตรงๆ ผมก็จำใจ เราไม่ได้อยากจะบิดเบือนกลไกที่เกิดขึ้นตามปกติ แต่วันนี้ไม่ปกติ เราทำอะไรจะทำตามปกติ มันทำไม่ได้ ผมจึงจะใช้อำนาจของ กบง.ตาม พ.ร.ก.ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เป็นรมว.พลังงานคนแรกที่นำราคาอ้างอิงสิงคโปร์มาลบให้เลยหน้าโรงกลั่น ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งผมมองว่าถ้าทำไปเขาก็ไม่ขาดทุน ถ้าเขาขาดทุนเอาตัวเลขมากาง แต่ถ้าไม่ส่งข้อมูลมา ผมก็ไม่มีทางเลือก และในเดือนเมษายนพุ่งไปสิบกว่าบาท ถ้าไม่เอาตัวเลขมาดูอาจจะหนักกว่านี้อีก ทั้งนี้เรื่องราคาต้องมีความเป็นธรรม วันนี้เอาราคากองทุนมาแบกวันละพันกว่าล้านบาท ซึ่งเป็นการเอาคนที่ใช้น้ำมันมาแบกกันเอง วันนี้ตัวโรงกลั่นต้องช่วยแบกด้วย โดยแค่ขาดทุนกำไรตามตัวเลขที่เขาให้มา ตามตัวเลขที่เราได้ดู ไม่มีเจตนาสร้างปัญหา วันนี้ถ้าจะกำไรต่อไปในภาวะวิกฤตแบบนี้ต้องให้สมเหตุสมผล”นายเอกนัฏ กล่าว
นายสรยุทธถามว่า นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าหลังสงกรานต์ประเทศไทยจะมีมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเอาจริงเอาจัง เช่นบังคับ WFH จำกัดเวลาเปิด-ปิดปั๊ม นายเอกนัฏ กล่าวว่า “ถ้าสถานการณ์น้ำมันดิบเข้ามาไม่ตามกำหนด และเราเห็นตัวเลขเดือนมิถุนายน ก็ต้องพูดความจริงกัน เพราะเดือนพฤษภาคมดูตัวเลขแล้วเราได้น้ำมันเกินครึ่งไปนิดเดียว ดังนั้น ต้องอยู่กับความเป็นจริง ทั้งนี้เราอยากสนับสนุน ลดการพึ่งพานำเข้า และไปเพิ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยสนับสนุนให้ใช้ E20 และ B20 ถึงจะแพงแต่เป็นสิ่งที่เราผลิตเองในประเทศ จ่ายแพงหน่อยก็คืออุดหนุนเกษตรกร ราคาพืชผลเกษตรแพงขึ้น เกษตรกรก็ได้ ดีกว่าไปอุดหนุนต่างชาติ จึงสนับสนุนให้ทุกปั๊มเปิดหัวจ่ายสำหรับ D20 ของรถบรรทุก เพราะจากที่เช็กมีไม่ถึง 5 ปั๊ม ดังนั้นต่อไปในถนนสายหลักต้องมีปั๊มบริการ B20 ทุก 100 กิโลเมตร”


