หน้าแรก เศรษฐกิจ ฟันธง นำ้มัน-...

ฟันธง นำ้มัน-สินค้า ราคาสูงยาว 3-5 ปี พณ.ชี้ใช้วิกฤตสงครามเป็นโอกาส ปรับลงทุน-เพิ่มการค้า เร่งใช้ประโยชน์เอฟทีเอ

8.04.26 | 14:57 น.

ฟันธง นำ้มัน-สินค้า ราคาสูงยาว 3-5 ปี พณ.ชี้ใช้วิกฤตสงครามเป็นโอกาส ปรับลงทุน-เพิ่มการค้า เร่งใช้ประโยชน์เอฟทีเอ

เมื่อวันที่ 8 เมษายน ดร.กิริฎา เภาพิจิตร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังเปิดงานสัมมนา “FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย” ภายใต้โครงการส่งเสริม SMEs ให้แข่งขันได้ในตลาดสากล และปาฐกถาพิเศษ “ทิศทางการค้าและการลงทุนของไทยในระเบียบโลกใหม่” จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ ว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก เพราะเราไม่ได้กำลังเผชิญแค่การเปลี่ยนแปลงแต่กำลังอยู่ในช่วงของการจัดระเบียบโลกทางการค้าใหม่ ซึ่งต้องบอกว่าภาพรวมสถานการณ์การค้าโลกในขณะนี้มีความไม่แน่นอนที่ซับซ้อน เชื่อมโยง และส่งผลกระทบรวดเร็ว ระบบการค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้น ต้นทุนต่ำที่สุด(Cost Optimization) สู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับ ความเสี่ยงต่ำที่สุด (Risk Minimization) ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจและความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน

ขณะนี้แนวโน้มสำคัญที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องจับตามอง 2 เรื่อง คือ สถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่ได้ส่งผลกระทบหลักต่อราคาพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงต่อการผันผวนของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 8 ของ GDP ต่อมาคือเรื่องมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทย โดยในปี 2569 ไทยมีการส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าสูงกว่า 72,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9 แสนล้านบาท ถือได้ว่าตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดโอกาสที่สำคัญของไทย

“การโจมตีแหล่งผลิตนำ้มัน แม้สงครามจะจบ แต่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3-4 ปี ในฟื้นฟูให้กำลังผลิตและราคากลับมาใก้ลเคียงก่อนเเกิดสงคราม ถือว่าสงครามครั้งนี้เป็นวิกฤตหนักในรอบ 30ปี และจากนี้จะทำให้ความไม่แน่นอนสูง ส่งผลทั้งของขาด /ราคาขึ้น แบ่งเป็นหลายกลุ่มประเทศ และ เกิดระเบียบโลกใหม่”

ดร.กิริฎา กล่าวว่า จากผลกระทบจากสถานการณ์การค้าโลกประเทศไทยต้องตระหนักรู้ว่า นโยบายการค้าแบบเดิม อาจไม่เพียงพอสำหรับโลกแบบใหม่อีกต่อไป ดังนั้นรัฐบาลจึงเดินหน้า 2 เรื่องสำคัญควบคู่กัน คือ เร่งรัดการเจรจา FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา เกาหลีใต้ และ UAE ควบคู่กับการเตรียมบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 และเพิ่มการใช้ประโยชน์จาก FTA ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้ดำเนินนโยบายเชิงรุก เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้เพิ่มมากขึ้น ผ่านการจัดสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงลึก ตั้งแต่หลักเกณฑ์กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: CO) ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมรองรับ FTA ฉบับใหม่ ๆ โดยเฉพาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เพื่อใช้ FTA เป็นกลไกสำคัญในการขยายตลาดและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย ซึ่งเอฟทีเอสร้างมูลค่าการค้ากว่า 9 หมื่นล้านบาท

ดร.กิริฎา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง โดยออกมาตรการครอบคลุมทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งการบริหารจัดการด้านอุปทานและการค้าระหว่างประเทศ โดยประสานงานใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อติดตามเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบสำคัญ นอกจากนี้ยังต้องเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ ประสานความร่วมมือกับเอกอัครราชทูต ทั้งกลุ่มแอฟริกาใต้และลาตินอเมริกา พร้อมสั่งการทูตพาณิชย์ทั่วโลกให้เร่งแสวงหาโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ เพื่อประคองระดับรายได้จากการส่งออกของไทยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งมีนโยบายการทูตเพื่อเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) บูรณาการเครือข่ายเอกอัครราชทูตและกงสุลทั่วโลกให้เป็น Extended Team หรือทัพหน้าในการเปิดประตูการค้าและสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ โดยดึงจุดแข็งด้านการต่างประเทศและความมั่นคงมาช่วยเสริมอำนาจต่อรองทางการค้า

Advertisement

ดร.กิริฎา กล่าวว่า นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศยังตกลงที่จะแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและภารกิจร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้วาระด้านเศรษฐกิจและการค้าถูกหยิบยกเป็นประเด็นสำคัญในทุกการหารือกับผู้นำต่างประเทศเคียงคู่กับมิติทางการเมืองเสมอ

ดร.กิริฎา กล่าวว่า แน่นอนว่าภาครัฐไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพียงลำพัง เราต้องการพันธมิตรและภาคเอกชนไทย คือ กำลังสำคัญที่สุด ในโลกที่ผันผวนผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด โดยขอให้เอกชนมั่นใจว่าภาครัฐพร้อมสนับสนุนทั้งในด้านข้อมูล การอำนวยความสะดวก และมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและสร้างแต้มต่อให้ภาคเอกชนไทยในเวทีโลก โดยเราพร้อมรับฟังและแก้ไขปัญหาเชิงรุกเพื่อให้ภาคธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นใจ

ดร.กิริฎา กล่าวต่อว่า ทุกวิกฤตมีโอกาส โดยสงครมครั้งนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนไปของ 1. ราคาสินค้าจะสูงกว่าในอดีต 3-5 ปี 2. เกิดการโยกย้ายแหล่งลงทุน โลกปรับซัพพลายเชนครั้งใหญ่ ซึ่ง 50 ปีจะเกิดขึ้น1ครั้ง ซึ่งไทยมีความเข็งแกร่งในหลายด้าน โดยเฉพาะภาคเกษตร เป็นแหล่งวัตถุดิบเพียงต้องเพิ่มเทคโนโลยีและพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าสูง ตอบโจทย์ตลาดโลก

“อยากจะขอความร่วมมือจากภาคเอกชน 3 ด้าน คือ กระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยใช้ประโยชน์จากความตกลง FTA เพื่อขยายฐานสู่ตลาดใหม่ ปรับตัวสู่มาตรฐานใหม่ โดยเร่งยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืน (ESG) และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ทั่วโลก (เช่น CBAM) เพื่อรักษา และใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า มุ่งเน้นการผลิตสินค้าและบริการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (High Value-Added) และยกระดับรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างยั่งยืน” ดร.กิริฎา กล่าว