ค้าภายใน กำชับร้านค้าตามสถานีขนส่ง ‘ขายตรงป้าย’ ยันอาหารจานด่วนราคาช่วงสงกรานต์เท่าปีใหม่
เมื่อวันที่ 9 เมษายน นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและค่าบริการช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2569 เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่กำลังเตรียมเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน ประกอบด้วย สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (สายใต้ใหม่) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (เอกมัย) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (หมอชิต) สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ท่าอากาศยานดอนเมือง และจุดพักรถมอเตอร์เวย์ กม.49 (บางปะกง) พร้อมกับเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ จากการตรวจสอบทั้งการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค การแสดงอัตราค่าบริการรับส่งผู้โดยสาร ค่าบริการรับฝากสิ่งของ และค่าบริการรถเข็น ตลอดจนติดตามภาวะราคาจำหน่ายสินค้าและบริการในพื้นที่ที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมากในช่วงเทศกาล พบว่า ผู้ประกอบการในสถานีขนส่ง ท่าอากาศยาน และจุดพักรถ มีการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าและค่าบริการอย่างถูกต้องและชัดเจน แต่ยังกำชับให้ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าและคิดค่าบริการให้ตรงกับราคาที่แสดงไว้ และห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล
นายจิรวุฒิกล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในจุดให้บริการขนส่งสาธารณะ พบว่าภาพรวมราคาและปริมาณส่วนใหญ่ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยราคาอาหารปรุงสำเร็จอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม เช่น ข้าวราดแกง 1 อย่าง ราคา 40-60 บาทต่อจาน ข้าวราดแกง 2 อย่าง ราคา 50-70 บาทต่อจาน ข้าวมันไก่ ราคา 50-70 บาทต่อจาน และก๋วยเตี๋ยวหมู ราคา 40-65 บาทต่อชาม รวมถึงเครื่องดื่มส่วนใหญ่ราคาทรงตัว ส่วนค่าบริการรับฝากสัมภาระและค่าบริการขนสัมภาระ ค่าบริการเริ่มต้น 30-90 บาทต่อชิ้น และตู้รับฝากสัมภาระแบบอัตโนมัติ ค่าบริการ 40-80 บาทต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดของสัมภาระและตู้รับฝาก สะท้อนว่าภาวะราคาสินค้าในภาพรวมทรงตัว แม้บางรายการมีความแตกต่างกันบ้างตามทำเลและต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่ไม่พบว่าการปรับขึ้นอย่างผิดปกติ

“สงกรานต์ปีนี้คาดว่าจะมีประชาชนทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว โดยใช้รถโดยสารสาธารณะและระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจทำให้ประชาชนบางส่วน ชะลอการใช้รถยนต์ส่วนตัว กรมจึงเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและค่าบริการ และเพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมในการจับจ่ายใช้สอยระหว่างการเดินทาง” นายจิรวุฒิกล่าว
นายจิรวุฒิกล่าวต่อว่า ในส่วนของการตรวจสอบราคาสินค้าทั่วไป กรมได้กำกับดูแลสถานการณ์สินค้าเชิงรุกอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเฝ้าระวังพฤติกรรมการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าและบริการ การจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับป้ายราคา และการกักตุนสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตามที่ประชาชนได้เรียนผ่านสายด่วน 1569 ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม-8 เมษายน 2569 ได้มีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทางด้านราคาและปริมาณสินค้าไปแล้ว 567 คำร้อง แบ่งเป็น ในพื้นที่ กทม. 151 คำร้อง และต่างจังหวัด 416 คำร้อง ซึ่งได้ตรวจสอบแล้วเสร็จ 376 คำร้อง แยกเป็น กทม. 105 คำร้อง และต่างจังหวัด 271 คำร้อง

รองอธิบดีกรมการค้าภายในระบุว่า จากการตรวจสอบพบการกระทำผิดในกรณีที่ไม่ได้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า 33 ราย ซึ่งได้ปรับตามกฎหมาย โดยพบในพื้นที่ เช่น เขตลาดพร้าว เขตวัฒนา เขตพญาไท เขตบางกอกน้อย จ.ชุมพร จ.สกลนคร จ.อุบลราชธานี จ.ลำพูน เป็นต้น นอกจากนี้พบจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง 6 ราย ในพื้นที่เขตจัตุจักร เขตวัฒนา เขตพญาไท จ.อุบลราชธานี จ.สระบุรี และจ.กาญจนบุรี ซึ่งได้ปรับตามกฎหมายแล้ว ในส่วนของกรณีปิดป้ายแสดงราคาไม่ชัดเจน 1 ราย ในพื้นที่จ.ชัยนาท อีกทั้งมีเรื่องร้องเรียนการจำหน่ายสินค้าเกินสมควรอีก 107 คำร้อง ซึ่งอยู่ในขั้นตอน ทางเจ้าหน้าที่จะเรียกเอกสารมาวิเคราะห์ต้นทุน หากตรวจสอบพบว่ามีการตั้งราคาสูงเกินสมควร จะดำเนินคดีตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม จากการร้องเรียนทั้งหมด ตรวจสอบแล้วไม่พบการกระทำความผิด 332 ราย และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ 191 คำร้อง ส่วนนี้กรมจะเร่งตรวจสอบเชิงรุก เข้มงวดการคาดโทษและติดตามการตรวจสอบทุกวัน โดยหากพบผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าและค่าบริการ มีความผิดตามมาตรา 28 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือ หากพบการจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร มีความผิดตามมาตรา 29 ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ





