หน้าแรก เศรษฐกิจ สุรศักดิ์ เร่...

สุรศักดิ์ เร่งสางงานค้างก.ท่องเที่ยว เล็งฟื้นเที่ยวไทยคนละครึ่ง รับหั่นเป้าปี’69 เซ่นพิษสงคราม

9.04.26 | 17:41 น.
สุรศักดิ์

สุรศักดิ์ เร่งสางงานค้างก.ท่องเที่ยว เล็งฟื้นเที่ยวไทยคนละครึ่ง รับหั่นเป้าปี’69 เซ่นพิษสงคราม

เมื่อวันที่ 9 เมษายน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า นโยบายในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยว ภารกิจเร่งด่วนที่จะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด คือ การปรับโครงสร้างกระทรวง โดยจะแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากกีฬา ย้ายงานด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม ที่อาจใช้ชื่อว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ส่วนกระทรวงกีฬา จะแยกตัวออกไป ทำหน้าที่ด้านกีฬา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะนำมาซึ่งประโยชน์และความชัดเจนในระยะยาวสำหรับทั้ง 2 ภาคส่วน โดยจากนี้รัฐบาลมีนโยบายเน้นเป้าหมายรายได้มากกว่าจำนวนคน ไม่เน้นตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว แต่จะให้ความสำคัญกับ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เพื่อเพิ่มยอดการใช้จ่ายต่อหัวให้มากขึ้น และเน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง เพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปจากผลกระทบตะวันออกกลาง โดยจะลดเป้าหมายการท่องเที่ยวของปี 2569 นี้ลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง

“การรวมท่องเที่ยวกับวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อนำต้นทุนทางวัฒนธรรม อาทิ อาหาร ซอฟต์พาวเวอร์ เสื้อผ้าไทย เทศกาลประเพณี และโบราณสถาน มาสนับสนุนการท่องเที่ยวให้เป็นเนื้อเดียวกันและไร้รอยต่อมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้เข้าประเทศ โดยขณะนี้จะมีการตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาประเด็นต่างๆ อาทิ กฎหมาย อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน และกำลังคน ซึ่งการดำเนินการต้องรวดเร็วแต่รอบคอบ ไม่ต้องการให้เกิดความเร่งรีบจนทิ้งปัญหาค้างคาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับการรวมกระทรวงอื่นๆ โดยเป้าหมายระยะยาวด้านการท่องเที่ยว จะผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วง 4 ปีนี้ ให้กลับมาสร้างรายได้ 3 ล้านล้านบาท เหมือนในช่วงก่อนโควิด-19” นายสุรศักดิ์ กล่าว

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงอยู่ระหว่างจัดทำแผนกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อลดผลกระทบและรับมือจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบจากการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสนับสนุนซอฟต์โลนช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวอีกทาง โดยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวระยะสั้น (Quick Win) กระทรวงจะต้องเตรียมการและมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในช่วงที่คาดว่า ปัญหาจะรุนแรงขึ้นหลังสงกรานต์ อาทิ การฟื้นโครงการที่เคยประสบความสำเร็จในช่วงโควิด อย่างเราเที่ยวด้วยกันกลับมาพิจารณาใช้อีกครั้งภายใน 3-6 เดือน ข้างหน้า การนำมาตรการทางภาษี มากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ อาทิ การสนับสนุนการท่องเที่ยว ผ่านการลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวในเมืองรอง ที่จะสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้มากกว่าเมืองหลัก ทั้งภาครัฐเตรียมจัดโปรโมชันและมาตรการจูงใจต่างๆ อย่างต่อเนื่องสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า การผลักดันการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ ค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) 300 บาทสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศ เพื่อนำเงินเข้า กองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อนำไปใช้ในการดูแลและให้บริการนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการเดินทาง และนำไปใช้ในโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนมากขึ้น โดยการจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้กัน อาทิ ญี่ปุ่นที่มีการเก็บ Sayonara Tax ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีแผนที่จะปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมนี้จาก 1,000 เยน เป็น 3,000 เยน แต่ไม่ได้ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง กลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำนโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีศักยภาพ มากกว่าการเน้นเพียงจำนวนคน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย และโดยส่วนตัวก็สนับสนุนให้เดินหน้าโครงการนี้ต่อ เพราะเชื่อว่าจะมีผลดีต่อประเทศมากกว่าผลเสีย

Advertisement

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงแม้มีการประกาศหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวทั้งตลาดตะวันออกกลางและยุโรปชะลอตัวลงนั้น ททท.วางแผนบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยมุ่งเน้นรักษาสมดุลและแสวงหาโอกาสจากตลาดกลุ่มอื่นที่ไม่มีความเสี่ยงเข้ามาชดเชยส่วนที่หายไป โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ อาทิ จีน อินเดีย รัสเซีย และกลุ่มอาเซียน อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อทดแทนตลาดที่อาจได้รับผลกระทบ แต่ไม่ได้ทิ้งตลาดระยะไกลเลย เพราะยังเป็นตลาดที่คาดหวังได้อยู่ แต่ต้องเน้นทำตลาดเชิงรุกในกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงและพำนักระยะยาว ไม่ได้เน้นเชิงปริมาณ อาทิ กลุ่มดูแลสุขภาพ ผู้ป่วยที่ต้องการมารักษาตัว รวมถึงกลุ่มคนทำงานด้านดิจิทัล (Digital Nomad) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมีการเดินทางได้อย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อจำกัดด้านเที่ยวบินในปัจจุบัน

น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันต้องสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ท่องเที่ยวได้ทุกวันภายใต้แคมเปญฮับ 365 หรือ 365 วัน ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าสูงและความยั่งยืน โดยยุทธศาสตร์นี้จะไม่ใช่เพียงหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกัน พร้อมทั้งใช้กิจกรรมหรืออีเวนต์สำคัญ (Event-led) เป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า ในส่วนมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย มีแนวคิดนำโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ที่ประสบความสำเร็จในรอบก่อนหน้านี้กลับมาใช้อีกครั้ง เพราะคนละครึ่งพลัสที่เน้นการใช้จ่ายทั่วไปก็สามารถนำมาผสมใช้กับทุกอุตสาหกรรมได้ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว เช่น โรงแรมและตั๋วเครื่องบิน เพื่อส่งเสริมการบริหารภาคประชาชนและการเดินทางภายในประเทศ โดยโครงการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ซึ่งจะต้องมีการหารือเรื่องงบประมาณกับทางสำนักงบประมาณก่อนดำเนินการต่อไป

“แผนการดำเนินงานทั้งหมดจะมุ่งเน้นไปที่การรักษาทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยไม่เน้นเพียงแค่ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการใช้จ่ายที่สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งในระหว่างที่รอความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง ว่าจะยุติได้หรือไม่นั้น การท่องเที่ยวไทยจะยังคงเดินหน้าตามแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศและการทำตลาดในประเทศกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีศักยภาพเป็นลำดับแรก” น.ส.ฐาปนีย์ กล่าว