วิกฤตการณ์น้ำมัน เมื่อประวัติศาสตร์ฉายซ้ำ
เราเรียนรู้อะไรจากอดีต?
ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่ในแวดวงนโยบายพลังงานมาอย่างยาวนาน และปัจจุบันมารับผิดชอบงานด้าน “การจัดการความรู้” (Knowledge Management) ผมมักจะบอกกับเพื่อนร่วมงานว่า “ความรู้ที่สำคัญที่สุดในยามวิกฤต คือความรู้ที่ได้จากบทเรียนในอดีต”
วันนี้โลกกำลังเผชิญกับพายุเศรษฐกิจที่เกิดจากราคาน้ำมันที่ผันผวนอย่างรุนแรงอีกครั้ง จนหลายคนเริ่มนำสถานการณ์ปัจจุบันในปี พ.ศ.2569 ไปเปรียบเทียบกับภาพจำอันเลวร้ายของ “วิกฤตการณ์น้ำมันโลกครั้งที่ 2” ในช่วงปี พ.ศ.2521-2522 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมเชื่อว่าได้ฝังรากลึกในโครงสร้างพลังงานไทยมาจนถึงทุกวันนี้
หากจะเปรียบเทียบสถานการณ์น้ำมัน สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือ “ตัวเลขราคา” ที่บอกเล่าความเจ็บปวดต่างวาระ ในช่วงปี พ.ศ.2521-2522 ซึ่งเป็นยุคของรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ราคาน้ำมันดีเซลในขณะนั้นขยับขึ้นจากลิตรละประมาณ 1.50 บาท/ลิตร สู่เกือบ 3.00 บาท/ลิตร หรือปรับขึ้นเกือบ 100% ภายในระยะเวลาไม่นาน
แม้ตัวเลขหลักหน่วยจะดูน้อยเมื่อเทียบกับราคาในปัจจุบันที่เราเห็นดีเซลแตะระดับ 50 บาท/ลิตร (และมีแนวโน้มจะขยับสู่กรอบ 60-70 บาท/ลิตร หากไม่มีการอุดหนุน) แต่หากเทียบกับ “ค่าครองชีพ” และ “อำนาจซื้อ” ในสมัยนั้น การขึ้นราคาน้ำมันเพียง 1 บาท สร้างแรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนนำไปสู่การเดินขบวนประท้วง และสุดท้ายกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญทางการเมือง จนทำให้นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นถึงต้องลาออกกลางสภาเลยทีเดียว
มาตรการภาครัฐ: จาก “การบังคับ” ในอดีต สู่ “การปรับพฤติกรรมและจัดการบริหารความรู้” ในปัจจุบัน ในฐานะที่ผมเคยดูแล สนพ. ผมเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนในเชิง “เครื่องมือ” ที่ภาครัฐมีและเลือกใช้
1.ยุค 2521-2522: ยุคแห่งการ “สั่งการ” และ “ความขาดแคลน”
รัฐบาลยุคนั้นไม่มีกองทุนน้ำมันเหมือนปัจจุบัน มาตรการที่ออกมาจึงเน้นไปที่การ “ห้าม” และ “ควบคุม” เพื่อลดปริมาณการใช้ที่ต้นทาง :
-การห้ามจำหน่ายน้ำมันตามเวลา: ปั๊มน้ำมันถูกสั่งให้ปิดบริการตั้งแต่เวลา 22.00 น. จนถึงรุ่งเช้า เพื่อจำกัดการเดินทางที่ไม่จำเป็น
-มาตรการดับไฟ: มีการกำหนดเวลาเปิด-ปิดไฟถนน และในบางพื้นที่ต้องดับไฟฟ้าในช่วงหัวค่ำ (18.00-21.00 น.) เพื่อลดภาระของโรงไฟฟ้าที่ยังต้องใช้น้ำมันเตาในการผลิตเป็นหลัก
-รณรงค์ระดับชาติ: สโลแกน “ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน” และเพลง “น้ำมันขาดแคลนคุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” ของสรวง สันติ ไม่ได้เป็นเพียงความบันเทิง แต่คือการสะท้อนความจริงที่ว่า “คนไทยต้องประหยัดจนตัวสั่น”
2.ยุคปัจจุบัน 2569: ยุคแห่งการ “บริหารการอุดหนุน” และ “ส่งเสริมเทคโนโลยีทางเลือก”
เราไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการสั่งปิดปั๊ม-ปิดห้าง-ปิดป้าย (โฆษณา) อีกต่อไป เพราะนั่นจะสร้างผลกระทบรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานในปัจจุบัน แต่รัฐบาลใช้เครื่องมือที่ซับซ้อนกว่า :
-กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: เราใช้กลไกการคลังในการ “อุ้ม” ราคาดีเซลไว้ชั่วคราวเพื่อช่วยพยุงค่าขนส่งสินค้า
-มาตรการ “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2”: รัฐบาลเปลี่ยนจากการสั่งดับไฟ เป็นการขอความร่วมมือและตั้งเป้าลดการใช้ไฟฟ้าในหน่วยงานรัฐ พร้อมนำระบบการทำงานแบบ Work from Home และการประชุมออนไลน์มาใช้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนปี 2522 ไม่สามารถทำได้เพราะขาดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
-ส่งเสริมน้ำมันพลังงานทดแทน เช่น B20 และ E20 ผ่านกลไก “ถ่างราคา”
หัวใจสำคัญของการรณรงค์ในอดีตคือ “การหยุดใช้” แต่การรณรงค์ในปัจจุบัน คือ “การเปลี่ยนไปใช้พลังงานอื่น” หรือ Energy Transition ในช่วงปี 2521-2522 วิกฤตการณ์ในครั้งนั้นบีบให้ประเทศไทยต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ คือการเริ่มสำรวจก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยอย่างจริงจัง จนเราได้ชื่อว่าเป็นยุค “โชติช่วงชัชวาล” ในเวลาต่อมา นั่นคือบทเรียนเรื่องการสร้าง Energy Independence หรือการพึ่งพาตนเอง ในปัจจุบัน สิ่งที่เรากำลังรณรงค์ไม่ใช่แค่การปรับอุณหภูมิแอร์ที่ 26 องศาเซลเซียส แต่คือการเปลี่ยนผ่านสู่ EV (Electric Vehicles) และการส่งเสริมพลังงานทดแทนเช่นพลังงานจากพืชต่างๆ เราเรียนรู้จากปี 2522 ว่า ราคาน้ำมันโลกเป็นสิ่งที่เราคุมไม่ได้ แต่เราสามารถคุม “ทางเลือก” ของเราได้ ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียว
บทเรียนจากอดีตถึงอนาคต: “ความรู้นำการประหยัด”
เมื่อมองย้อนกลับไป วิกฤตน้ำมันปี 2521 สอนให้เรารู้จัก “ประหยัด” แต่ระบบเศรษฐกิจในตอนนั้นยังเปราะบาง ในวันนี้ ในบทบาทของผู้อำนวยการ OKMD ผมว่าเราต้องข้ามผ่านคำว่า “แค่ประหยัด” ไปสู่คำว่า “ความรอบรู้ทางพลังงาน” (Energy Literacy)
-เราต้องรู้ว่าช่วงเวลาใดคือช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand) เพื่อเลี่ยงการใช้
-เราต้องเข้าใจโครงสร้างราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง (Cost-Reflective Tariff) เพื่อปรับพฤติกรรมการผลิตในภาคอุตสาหกรรม
-เราต้องนำบทเรียนจากอดีตมาสร้าง “นวัตกรรมการเรียนรู้” ที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้ประชาชนเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการเป็น “ผู้ถูกกระทบ” มาเป็น “ผู้ร่วมจัดการพลังงาน”
วิกฤตการณ์น้ำมันปี 2521-2522 คือพายุลูกใหญ่ที่ทิ้งบทเรียนเรื่องความจำเป็นของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและความมั่นคงของทรัพยากรในอ่าวไทย ส่วนวิกฤตการณ์ในปี 2569 นี้ คือบททดสอบการปรับตัวเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาดที่ไม่ใช่ฟอสซิล ในฐานะที่ผมทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงองค์ความรู้
ผมเชื่อมั่นว่าหากเรานำบทเรียนเรื่อง “วินัยการใช้” ในอดีตมาผสานกับ “นวัตกรรมพลังงาน” ในปัจจุบัน ประเทศไทยจะไม่ได้เพียงแค่รอดพ้นจากวิกฤตน้ำมันแพง แต่เราจะสามารถสร้างโครงสร้างพลังงานใหม่ที่ยั่งยืนและมั่นคงกว่าเดิมเพื่อคนรุ่นต่อไป ประวัติศาสตร์อาจจะฉายซ้ำในเรื่องของ “วิกฤตราคา” แต่เราต้องไม่ฉายซ้ำในเรื่องของ “วิธีการรับมือที่ล้าสมัย”
เพราะในโลกยุคใหม่ “ความรู้และเทคโนโลยี” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของเราครับ

