หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดใจแม่ทัพห...

เปิดใจแม่ทัพหญิงบีไอจีคนใหม่ ‘อรลา เจริญลาภ’ ผู้นำด้านก๊าซอุตฯคาร์บอนต่ำของไทย

12.04.26 | 12:20 น.

เปิดใจแม่ทัพหญิงบีไอจีคนใหม่
‘อรลา เจริญลาภ’
ผู้นำด้านก๊าซอุตฯคาร์บอนต่ำของไทย

บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ประกาศแต่งตั้ง “อรลา เจริญลาภ” ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ หรือเอ็มดี คนใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา

ถือเป็นลูกหม้อหญิงเก่งมากประสบการณ์ของบีไอจี เพราะคุณอรลาเคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (Chief Financial Officer) ของบริษัท โดยมีบทบาทสำคัญในการวางกลยุทธ์ด้านการเงิน การบริหารจัดการองค์กร และการสนับสนุนการเติบโตของบีไอจีอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การแต่งตั้งครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของบีไอจีในศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการองค์กรของเอ็มดีอรลา ผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในธุรกิจมากกว่า 30 ปี มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์องค์กร การพัฒนาธุรกิจ และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบีไอจี

ในบทบาทกรรมการผู้จัดการ คุณอรลาจะเป็นผู้นำทิศทางธุรกิจของบีไอจีในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นผู้นำด้านก๊าซอุตสาหกรรมและโซลูชั่นคาร์บอนต่ำที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน พร้อมสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น ตามเป้าหมาย “Generating a Cleaner Future”

Advertisement

คุณอรลาเปิดเผยความรู้สึกหลังรับตำแหน่งว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของบีไอจี ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และภาคอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างรวดเร็ว โดยบีไอจียังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมและโซลูชั่นคาร์บอนต่ำ เพื่อสนับสนุนลูกค้าและอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่อนาคตที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สำหรับภาพรวมธุรกิจ ปัจจุบันบีไอจีเป็นผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ให้บริการก๊าซหลัก เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจน อาร์กอน ไฮโดรเจน และก๊าซเฉพาะทางแก่ภาคอุตสาหกรรมหลัก อาทิ พลังงาน ปิโตรเคมี เหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และการแพทย์

บริษัทแม่ของบีไอจี คือ Air Products ในสหรัฐอเมริกา มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีก๊าซอุตสาหกรรม และเป็นผู้จัดหาไฮโดรเจนรายใหญ่ที่สุดในโลก มีประสบการณ์กว่า 85 ปี

บีไอจีมีโรงแยกอากาศ (ASU) ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง และนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ
อีสเทิร์นซีบอร์ด (ชลบุรี) รองรับความต้องการของลูกค้าอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

ที่ผ่านมาได้ร่วมลงทุนกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดดำเนินการโรงแยกอากาศชื่อว่า MAP-Map Ta Phut Air Products เพื่อยกระดับการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยแยกอากาศด้วยความเย็นจาก LNG แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ระยอง เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2021

บริษัทมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ Generating a Cleaner Future เพื่อสร้างอนาคตที่สะอาดอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ เพื่อช่วยลูกค้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ปักหมุดผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ

คุณอรลาระบุถึงแผนขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2569 และกลยุทธ์รับมือความผันผวนของสงครามตะวันออกกลาง ว่า ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าบีไอจีไม่ได้มองบทบาทของตัวเองเป็นเพียง “ผู้จำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรม” อีกต่อไป แต่บีไอจีกำลังยกระดับสู่การเป็นผู้พัฒนาและขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำของประเทศ ที่ช่วยให้อุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้จริง ผ่านทาง Low Carbon Industrial Gas & Energy Solution Provider

โดยบีไอจีจะขยายการลงทุนในก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยี/Solutions จากก๊าซอุตสาหกรรมที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน เช่น การนำออกซิเจนคาร์บอนต่ำไปช่วยในกระบวนการเผาไหม้ (Combustion) ของโรงงานต่างๆ ช่วยให้การเผาไหม้สมบูรณ์ขึ้น ลดการใช้เชื้อเพลิงหลัก และลดการปล่อยคาร์บอนลงโดยปริยาย ปัจจุบันมีลูกค้าในกลุ่มโรงกระดาษและอุตสาหกรรมเหล็ก รวมทั้งการผลักดันการใช้พลังงานสะอาด ตั้งแต่ Biofuel หรือการนำไฮโดรเจนเข้ามาใช้งาน เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม และร่วมสร้างสังคมที่สะอาดและมีความยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับความผันผวนของพลังงาน โดยเฉพาะจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เป็นความท้าทายระดับโลก แต่สำหรับบีไอจีเรามองว่านี่คือบทพิสูจน์ของการวางระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนในระยะยาว บีไอจีมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิต การใช้ประโยชน์จากพลังงานเหลือทิ้ง เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซอุตสาหกรรมแบบต่อเนื่อง ความเสถียรและความเชื่อถือได้ของการจ่ายก๊าซยังคงเป็นหัวใจสำคัญ บีไอจีจึงวางแผนการผลิตโดยยึดหลัก Reliability เป็นอันดับแรกจากที่เรามีระบบการผลิตหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า หรือการใช้พลังงาน LNG (ซึ่งใช้ปริมาณแค่ 5-10% ของการนำเข้า LNG ทั้งหมด) และ capacity สำรองเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า แม้ต้นทุนพลังงานจะมีความผันผวน เราก็ยังสามารถดูแลการส่งมอบก๊าซให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ

ถึงเวลาอุตฯไทยปรับตัวเชิงโครงสร้าง

คุณอรลาระบุอีกว่า สำหรับอุตสาหกรรมไทย สิ่งที่ควรเตรียมตัวไม่ใช่เพียงการรับมือกับราคาพลังงานในระยะสั้นเท่านั้น แต่ต้องปรับตัวเชิงโครงสร้าง ทั้งในด้านประสิทธิภาพพลังงาน การใช้เทคโนโลยี และการมองเรื่องคาร์บอนเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว บีไอจีพร้อมทำหน้าที่เป็นพาร์ตเนอร์ที่ช่วยให้อุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงในโลกพลังงานที่ไม่แน่นอนนี้

คุณอรลาระบุถึงความได้เปรียบของเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญจากบริษัทระดับโลก (Global Synergy) ของบีไอจี ว่า บีไอจีเป็นส่วนหนึ่งของ Air Products ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านก๊าซอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีไฮโดรเจน ช่วยยกระดับบีไอจีจากผู้เล่นในประเทศ และได้เปรียบเชิงเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนสู่การเป็น ผู้ขับเคลื่อนการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Decarbonization Enabler) ซึ่งบีไอจีสามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติที่ผ่านการพิสูจน์แล้วในโครงการขนาดใหญ่ทั่วโลกมาปรับใช้กับบริบทของอุตสาหกรรมไทยได้ทันที ไม่ใช่เพียงแนวคิดหรือโครงการนำร่องเทคโนโลยี Low Carbon Industrial Gas ระดับโลก (Proven Technology)

บีไอจียังสามารถนำเทคโนโลยีของ Air Products มาประยุกต์ใช้ในบริบทของประเทศไทย เช่น เทคโนโลยี Air Separation และ Hydrogen Production ที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูง ตลอดจนมีความพร้อมด้าน Hydrogen และ Low Carbon Gas Solutions สำหรับอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงโดยบีไอจีร่วมเป็นพันธมิตรกับ ปตท.ในการศึกษาทดสอบการใช้ H2 ผสมก๊าซธรรมชาติเพื่อลดการปลดปล่อย CO2 และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับการแข่งขันในตลาดก๊าซอุตสาหกรรมไทย ความแตกต่างของบีไอจี คือบีไอจีไม่ได้แข่งขันกันแค่ที่ตัวผลิตภัณฑ์หรือราคา แต่แข่งขันกันที่โซลูชั่นและผลลัพธ์ที่ลูกค้าได้รับ โดยบีไอจีช่วยให้อุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนผ่านสู่โลกคาร์บอนต่ำได้อย่างมั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืน เราทำงานร่วมกับลูกค้าในฐานะพาร์ตเนอร์ด้านการลดคาร์บอน ช่วยให้อุตสาหกรรมสามารถลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพร้อมรองรับมาตรฐานสากลด้าน ESG และกฎระเบียบคาร์บอนที่กำลังเข้มข้นขึ้น

โรงแยกอากาศMAP2โครงการยุทธศาสตร์

คุณอรลาระบุว่า บีไอจีได้พัฒนาโซลูชั่นการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำรองรับตลาดที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น โดยหนึ่งในโครงการเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือ โครงการโรงแยกอากาศ MAP2 ซึ่งบีไอจีร่วมลงทุนกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อยกระดับการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

โดยโรงแยกอากาศด้วยความเย็นจาก LNG แห่งแรกที่ระยองเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2021 แห่งที่ 2 มีกำหนดเสร็จสิ้นในปี 2028 ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ อาทิ ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอนกว่า 450,000 ตันต่อปี และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 100,000 ตันต่อปี (คิดคำนวณคือระหว่างปี พ.ศ.2565-2567) ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะถูกต่อยอดใน MAP2 เพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น จึงแรงผลักดันให้บีไอจีเดินหน้าขยายผลต่อในโครงการ MAP2

การร่วมมือกับ ปตท.ครั้งนี้ตอกย้ำถึงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ Generating a Cleaner Future เพื่อสร้างอนาคตที่สะอาดและยั่งยืนด้วยการผสานความเชี่ยวชาญด้านก๊าซอุตสาหกรรมของบีไอจีเข้ากับศักยภาพด้านพลังงานของ ปตท. บีไอจีเชื่อมั่นว่า MAP2 จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระดับสากล

โครงการโรงแยกอากาศ MAP2 จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทย อาทิ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โลหะ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร เป็นต้น ให้สามารถเข้าถึงก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำคุณภาพสูงที่ผลิตด้วยกระบวนการลดการปล่อยคาร์บอน

ถึงเวลาเทคโนโลยีไฮโดรเจน

คุณอรลาระบุถึงการส่งเสริมไฮโดรเจน (Hydrogen Economy) ของบีไอจีว่า ได้ส่งเสริมไฮโดรเจนในภาคขนส่งและภาคพลังงานต่อเนื่อง โดยวิกฤตพลังงานทำให้ทุกภาคส่วนเริ่มตั้งคำถามเรื่องความมั่นคงพลังงาน ความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดเดียว สำหรับบีไอจี เรามองว่าสถานการณ์นี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา Hydrogen Economy กลับเป็นโอกาสสำคัญที่เร่งให้หลายประเทศและหลายอุตสาหกรรมหันมามองพลังงานทางเลือกที่สะอาดและมั่นคงมากขึ้น

ทั้งนี้ ไฮโดรเจน โดยเฉพาะในภาคขนส่งและพลังงาน เป็นหนึ่งในคำตอบระยะยาวสำหรับการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และยังเป็นหนึ่งในพลังงานสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านนี้

บีไอจียังคงเดินหน้าส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความร่วมมือ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยก้าวสู่การใช้งานไฮโดรเจนในเชิงพาณิชย์ในอนาคต โดยมองว่าสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวน เป็นโอกาสในการเร่งสร้างความเข้าใจ การใช้งานจริง และความคุ้มค่าของไฮโดรเจนในบริบทของประเทศไทย

ทั้งนี้ ความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง PTT Group และ Toyota เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการขับเคลื่อนไฮโดรเจนในลักษณะ Ecosystem ซึ่งบีไอจีไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาโครงการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และเตรียมความพร้อมสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในระยะต่อไป

“แผนในอีก 3-5 ปี ตั้งเป้าบริษัทจะต้องมียอดขายโต 10% จากปี 2568 เราน่าจะปิดตัวเลขยอดขายที่ 8,000 ล้านบาท” คุณอรลาทิ้งท้าย