หน้าแรก เศรษฐกิจ สมาพันธ์เอสเอ...

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย แนะรัฐสร้างอาชีพกลุ่มเปราะบาง หน่วยงานรัฐใช้โซลาร์-อีวี ฝ่าวิกฤตพลังงาน

14.04.26 | 13:35 น.

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย แนะรัฐสร้างอาชีพกลุ่มเปราะบาง หน่วยงานรัฐใช้โซลาร์-อีวี ฝ่าวิกฤตพลังงาน

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยถึงมาตรการรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนแต่ในกลุ่มในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ว่า มาตรการของรัฐบาลที่ออกมาช่วยเหลือประชาชนแต่ละกลุ่มแบบมุ่งเป้าในการเผชิญสถานการณ์วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจร่วมกันเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์และจำเป็นอย่างยิ่งกับการลดผลกระทบค่าครองชีพและต้นทุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะภาคการขนส่งโลจิสติกส์ เอสเอ็มอีและเกษตรกรรวมทั้งกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากนำเสนอเพิ่มเติมคือการใช้นวัตกรรมต่อนโยบายและมาตรการที่นำไปสู่ความยั่งยืนของประเทศและสร้างความคุ้มค่าให้กับงบประมาณในระยะยาว

นายแสงชัย กล่าวว่า ประกอบด้วย 1.กลุ่มเปราะบาง เพิ่มเงิน 100 บาทให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.4 ล้านราย เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจาก 300 บาทเป็น 400 บาทต่อราย ระยะเวลา 1 เดือน เป็นมาตรการระยะสั้นที่ดีแต่หากรัฐมีกลยุทธ์ในการคัดกรองกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อยกระดับทักษะอาชีพ การทำงานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพที่เป็นความต้องการของตลาดในพื้นที่เป้าหมาย ลดจำนวนเพื่อถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเพิ่มผลิตภาพกำลังคนและเชิงคุณภาพด้านเศรษฐกิจและสังคมแบบพึ่งพาตนเองเพิ่มขึ้น รวมทั้งนำเข้าระบบประกันสังคม ซึ่งอาจใช้กลไกรัฐที่มีบทบาทหน้าที่ อาทิ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมการจัดหางาน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นต้น ช่วยสนับสนุนเป็นวาระแห่งชาติ

ดันระบบพี่เลี้ยงเสริมสินเชื่อธกส.

2.ภาคการเกษตร สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งผ่าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มทักษะที่เกี่ยวข้อง วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท ดอกเบี้ย 6% ต่อปี (รัฐจ่ายดอกเบี้ยให้ 3%) กู้ 100,000 บาทต่อราย เป็นมาตรการที่ดีในการเติมทุนและพัฒนาทักษะร่วมด้วย หากแต่สามารถมีระบบพี่เลี้ยง/ที่ปรึกษาธุรกิจเกษตรเพื่ยกระดับเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรให้มีขีดความสามารถแข่งขันเพิ่มขึ้นและปลดหนี้เรื้อรังรวมทั้งสร้างโอกาสสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้น อาทิ การนำธุรกิจการให้บริการด้านการเกษตร หรือ Agricultural Service Providers (ASPs) สู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมในการเปลี่ยนผ่านเกษตรกรให้มีโอกาสการเข้าถึงใช้ประโยชน์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น เพิ่มผลิตภาพทางการเกษตรเชิงคุณภาพและผลผลิตรวมทั้งเชื่อมโยงตลาดที่เหมาะสม โดยทางสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีแนวทางโมเดลการพัฒนาไว้แล้ว

“อีกทั้งภาครัฐควรนำเกษตรกรในฐานข้อมูล ธกส. สำรวจสภาพหนี้ แรงงานภาคเกษตร อุปสรรคการประกอบอาชีพและช่วยเหลือการเปลี่ยนผ่านในระบบพี่เลี้ยง/ที่ปรึกษาร่วมด้วย”นายแสงชัยกล่าว

เสริมแพลตฟอร์มช่วยโลจิสติกส์

3.ผู้ประกอบการคู่ค้าสัญญาภาครัฐ ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเฉพาะธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง แต่ควรมุ่งเป้าให้กลุ่ม SME-GP หรือจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบในกลุ่มที่ประสบปัญหาต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้รับการบรรเทาผลกระทบร่วมด้วย โดยเฉพาะกรณีอยู่ระหว่าสัญญาจ้างและส่งมอบรายงวด เป็นต้น

Advertisement

4.ภาคขนส่ง ช่วยอุดหนุนค่าน้ำมัน 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 ในกลุ่มขนส่งรับจ้าง รถบรรทุกขนาดใหญ่-เล็ก, กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ, กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ, กลุ่มรถแท็กซี่ (น้ำมันเชื้อเพลิง), กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง (รถบัส มินิบัส รถตู้โดยสาร) เบื้องต้นนับว่าครอบคลุมและลดภาระได้ในระดับหนึ่ง แต่ทั้งนี้หากภาครัฐร่วมกับแพลตฟอร์มสามารถช่วยให้ระบบขนส่งโลจิสติกส์ลดการวิ่งสูญเปล่าจากการวิ่งรถตีกลับเปล่า, การจัดระบบวิศวกรรมการเดินรถที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และบัตรส่วนลด “ค่าการตลาด” สำหรับพลังงานภาคขนส่งให้กลุ่มนี้ เป็นต้น

สินเชื่อปชช.-เอสเอ็มอีควรมีตัวชี้วัด

นายแสงชัย กล่าวว่า 5.มาตรการเตรียมพร้อมประชาชนและเอสเอ็มอี กับสินเชื่อ Soft loan ของธนาคารออมสิน วงเงิน 100,000 ล้านบาท สำหรับเอสเอสเอ็มอีและสินเชื่อเพื่อการปรับตัวด้านพลังงาน วงเงิน 5,000 ล้านบาท สำหรับประชาชน ขณะที่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM Bank และ ธ.อ.ส. มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหลากหลายรูปแบบที่น่าใจและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับเอสเอ็มอีและประชาชน แต่สิ่งสำคัญ คือ อัตราการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชนอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยเฉพาะรายย่อยซึ่งขาดหลักประกันและรับภาระดอกเบี้ยสูง ถูกผลักไปใช้สินเชื่ออื่นที่มีดอกเบี้ยสูง อาทิ สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสดและบัตรเครดิตรวมทั้งพิโก้ นาโนไฟแนนซ์ เป็นต้น ซึ่งดอกเบี้ยสูงกว่า 18-36%

“มาตรการรองรับต้องมีตัวชี้วัดที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนั้นร่วมด้วย จำนวนความต้องการสินเชื่อกับจำนวนที่ได้รับสินเชื่อแตกต่างหรือมีสัดส่วนอย่างไร การบริหารจัดการขั้นตอนเอกสาร เกณฑ์พิจารณาที่มีความยืดหยุ่น ความรวดเร็วระยะเวลาในการได้รับสินเชื่อที่สั้น การค้ำประกันสินเชื่อรายย่อย รายย่อมเพิ่มขึ้น”นายแสงชัยกล่าว

หนุนสินเชื่อ Value Supply Chain SMEs

นายแสงชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ควรมีนวัตกรรมสินเชื่อ Value Supply Chain SMEs (Invoice – PO) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อ ขายสินค้า บริการที่เผชิญปัญหาเครดิตเทอมลดผลกระทบเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ ช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถนำใบเสร็จ และ/หรือ ใบสั่งซื้อมา Factoring ได้ ลดภาระดอกเบี้ยเงินก้อนและช่วยส่งเสริมสร้างวินัยทางการเงินให้อีกทางด้วย รวมทั้งควรมีมาตรการสำหรับลดค่าครองชีพแรงงานในระบบประกันสังคมและสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่ผู้ประกอบการในระบบประกันสังคม เพื่อจูงใจและรักษาการจ้างงาน การลดภาระแรงงานในการให้ส่วนลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิตและขับเคลื่อนธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมีโครงการ Business Development Services (BDS) ของ สสว. มาตรการที่ดีเข้าถึงเอสเอ็มอีได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย แต่งบประมาณน้อยและการขยายผลให้เกิดความหลากหลายในการให้บริการที่เพิ่มขึ้น จะทำให้เป็นอีกหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนยกระดับทักษะ สมรรถนะ ขีดความสามารถผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีผลิตภาพ และคุณภาพมากขึ้นตามขนาดกิจการและประเภทธุรกิจให้ตรงตามความต้องการของเอสเอ็มอี

แนะหน่วยงานรัฐใช้โซลาร์-อีวี

รวมทั้งมี SME Coach มาตรการที่ดีในการพัฒนาเอสเอ็มอีอย่างมีกลยุทธ์การบริหารจัดการความเสี่ยง ยกระดับคุณภาพมาตรฐาน การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งการตลาดสมัยใหม่ โดยหลากหลายหน่วยงานที่มีโค้ชตอบโจทย์อสเอ็มอี อาทิ สสว. กระทรวงพาณิชย์ SME D Bank กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ศูนย์บ่มเพาะตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นต้น แต่ควรเพิ่มการเชื่อมโยงหน่วยงานที่ดำเนินการตามความเชี่ยวชาญเพื่อบริหารจัดการระบบส่งต่อ การมุ่งเน้นรายย่อย รายย่อมในการเปลี่ยนผ่านธคนกิจสร้างโอกาสการเติบโต การกระจายไปตามจังหวัดพื้นที่ต่างๆอย่างทั่วถึง การสนับสนุนงบประมาณให้สอดคล้องตัวชี้วัดผลลัพธ์ และมีความต่อเนื่องของมาตรการในระยะยาว

นายแสงชัย กล่าวว่า 6.ภาครัฐ ปรับลดการใช้งบประมาณการศึกษาดูงาน ฝึกอบรมต่างประเทศ ลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรภาครัฐ เป็นมาตรการที่ดีรวดเร็วแต่ควรเร่งปรับโครงสร้างให้เกิดการร่วมลงทุน PPP ในโซลาร์ฟาร์มชุมชน เขตอุตสาหกรรม หรือ โซลาร์ฟาร์มในหน่วยงานภาครัฐที่มีการใช้ไฟฟ้าเข้มข้นเพื่อลดภาระไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติและพลังงานฟอสซิล อีกทั้งการส่งเสริมมาตรการปรับเปลี่ยนรถโดยสารขนส่งแบบน้ำมันไปเป็นระบบไฟฟ้า และสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งมวลชนทดแทนการใช้รถส่วนบุคคล รวมทั้งการเช่ารถตู้ ยานยนต์ของหน่วยงานรัฐที่ปรับเปลี่ยนมาเป็นยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ที่สำคัญ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. มีบริษัทในเครือข่ายมากมายที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่รัฐบาลสามารถนำมาก่อให้เกิดการลดการใช้พลังงาน การปรับเปลี่ยนเพิ่มประสิทธิภาพด้วยแพลตฟอร์มต่างๆ เป็นต้น