หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘โลก’ กำลังเข...

‘โลก’ กำลังเข้าสู่บริบทใหม่ ของความไม่แน่นอน

17.04.26 | 12:24 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยานขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนของภาคการผลิต ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้ความเห็นว่า ในระยะสั้น การบริหารธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับ “สภาพคล่องทางการเงิน” เพื่อให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนและก้าวข้ามความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น

แต่ “สภาพคล่องทางการเงิน” เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังบอกเราว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน ที่กลายเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

“ย้อนกลับไปในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เราจะเห็นความแปรปรวนของโลก ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ไปจนถึงภาวะโลกร้อน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น ทั้งระหว่างรัสเซีย ยูเครน, มาจนถึงความไม่สงบในตะวันออกกลาง ทุกสถานการณ์กำลังบอกเราว่า โลกในปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนสู่สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน โลกเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในฐานะนักธุรกิจ เราต้องแสวงหาโอกาสจากความไม่แน่นอนและเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ”

‘ความไม่แน่นอน’ กำลังเป็นเรื่อง ‘ปกติใหม่’

สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงกติกาโลก จากการมีกติกาไปสู่การไม่มีกติกา เป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การแบ่งขั้วอำนาจแบบหลายขั้ว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการปรับตัวให้สามารถตอบโจทย์กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

Advertisement

“ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกำลังบอกเราว่า นับจากนี้ไปโลกจะไม่กลับไปเหมือนเดิม ดังนั้น ธุรกิจต้องบริหารจัดการองค์กรด้วยระเบียบและวิธีคิดใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งขององค์กร ว่ามีอะไร อย่างไร

จากนั้นต้องนำจุดแข็งของธุรกิจมาวิเคราะห์ต่อว่า สอดคล้องกับบริบทใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ โดยเฉพาะบริบทของการเปลี่ยนแปลงของกติกาโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ ผนวกกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ไปจนถึงเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงโลก เพื่อที่จะให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น”

โลกในปัจจุบัน ไม่ใช่โลกใบเดิมที่ทุกคนรู้จัก เป็นโลกใบใหม่ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนให้ไม่เหมือนเดิม ผนวกกับการเผชิญหน้ากับวิกฤตหลายระลอก ตั้งแต่วิกฤตด้านสุขภาพอย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 สภาวะโลกร้อน ที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดและการใช้ชีวิตของผู้คน ไปจนถึงวิกฤตสงครามจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์

ทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น นำไปสู่ “ความปกติใหม่” ที่เรียกว่า ความไม่แน่นอนที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญ ดังนั้น การทำธุรกิจในปัจจุบัน ผู้บริหารองค์กรต้องให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แล้วนำมาใช้ในการปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อให้สามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไปสู่การเป็นองค์กรที่สามารถรักษาอัตราการเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา

ทั้งนี้ สงครามความไม่สงบครั้งนี้คือสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่เปลี่ยนความประมาท ให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อน แม้ในระยะสั้นวิกฤตจะสร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ แต่หากภาคธุรกิจและรัฐบาลใช้จังหวะนี้เป็นแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลง ก็จะกลายเป็นการ “เจ็บเพื่อจบ” และสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน

‘กระแสเงินสด’ สำคัญที่สุด

ภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาวะที่ต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลกระทบให้ภาคธุรกิจต้องแบกภาระต้นทุนที่สูงขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดในระยะสั้นคือ “การบริหารสภาพคล่องและกระแสเงินสด” ของธุรกิจ

สิ่งสำคัญที่สุดของภาคธุรกิจคือ การบริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงิน ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ขององค์กร เพื่อให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามผ่านวิกฤตต้นทุนที่สูงขึ้น

และในขณะเดียวกันอาศัยวิกฤตให้เป็น “โอกาส” ในการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน ซึ่งเป็นจังหวะสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจฟื้นคืนกลับมาได้เมื่อผ่านพ้นวิกฤตไปแล้ว

“เราต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภายใน เตรียมความพร้อมเมื่อวิกฤตผ่านพ้น เราจะได้เป็นองค์กรที่สามารถขับเคลื่อนและสร้างกำไรได้เพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤต ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องทำ เราต้องพัฒนาจุดแข็งของธุรกิจให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงและความต้องการของตลาดโลก สิ่งที่เราเรียนรู้จากทุกวิกฤตคือ พฤติกรรมและความต้องการของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการบริหารจัดการธุรกิจ ภาคธุรกิจต้องเรียนรู้และนำมาใช้ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ ช่วงเวลาที่เผชิญกับวิกฤต ที่จะทำให้เรามองเห็นจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเอง แล้วนำมาปรับแก้ไขเพื่อที่จะสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ” รศ.ดร.สมชายกล่าว

แนะรัฐบาล ‘แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง’

นอกจากการปรับตัวของภาคธุรกิจแล้ว ยังระบุถึงการดำเนินนโยบายของภาครัฐ หลังจากเผชิญกับวิกฤตราคาพลังงาน จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เนื่องจากวิกฤตนี้อาจฉุดจีดีพีโลก จากที่คาดการณ์ไว้ 3% ลงมาเหลือเพียง 2% กว่าๆ แม้จะไม่ถึงขั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย (Recession) แต่การค้าโลกจะเติบโตในอัตราที่ลดลงอย่างชัดเจน

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย มองว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นใน 3 ด้านหลักที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ที่จะชะลอตัวตามเศรษฐกิจและการค้าโลก, การท่องเที่ยว จะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อและบรรยากาศการเดินทางที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง และการลงทุน เนื่องจากประเทศในตะวันออกกลางต้องนำงบประมาณไปใช้ในสถานการณ์ความขัดแย้ง อาจส่งผลให้โครงการลงทุนต่างๆ ถูกทบทวนหรือชะลอออกไป

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลต้องมีมาตรการรับมือทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นั้น

ระยะสั้น รัฐบาลต้องบริหารจัดการความเพียงพอของพลังงาน หาแหล่งสำรองใหม่ เช่น มาเลเซีย, แอฟริกา, สหรัฐ ตรึงราคาค่าขนส่ง และรณรงค์การประหยัดพลังงาน สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบ มองว่าหากจบได้ภายใน 4-5 สัปดาห์ สถานการณ์จะยังไม่วิกฤตถึงขั้นต้องกู้เงินจำนวนมากมาอุดหนุน แต่หากถึงขั้นต้องกู้จริงก็เชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการคลัง

ระยะยาว ชี้ให้เห็นว่าแม้การบริหารจัดการราคาน้ำมันและความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะสั้นจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยส่วนใหญ่มักล้มเหลวในระยะยาวคือการแก้ไข “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ดังนั้น อยากแนะนำว่ารัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ไขเชิงโครงสร้าง เพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้เปรียบเสมือน “ไฟลนก้น” ที่ต้องทำให้รัฐบาลเร่งปรับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเน้นการ Upskill แรงงาน และนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาสินค้าแบบเดิมๆ ให้เป็นสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและตอบโจทย์โลกยุคใหม่