ศุภจี ยันเจอศึกหนัก ทั้งราคาสินค้า-ค่าครองชีพ พร้อมปรับทัพใหม่ ดึงผู้ตรวจช่วย เผยแชมพู สบู่ ขอขึ้นราคา
เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่กระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงพาณิชย์ ในการเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลอนุทิน 2 ว่า ได้มีการปรับทัพการทำงานภายในกระทรวงพาณิชย์ใหม่ ดึงทีมที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วย เพราะขณะนี้เจอศึกหนัก โดยเฉพาะเรื่องราคาสินค้าและค่าครองชีพ ได้ปรับทีมและให้ผู้ตรวจเข้ามาช่วยเสริมทัพการทำงานในกรมการค้าภายในให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น
รวมทั้งใช้รูปแบบการทำงาน แบบคลัสเตอร์ ดูแลตั้งแต่กระบวนการผลิตการค้าและการบริการ ในการประสานความร่วมมือกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องอาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย รวมถึงการทำงานร่วมกับภาคเอกชน และเกษตรกรโดยตรง
นางศุภจีกล่าวว่า ส่วนปัญหาเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ มีการตั้งทีมี่ปรึกษาที่เข้มแข็ง เข้ามาเสริมทีมของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ อาทิ นักเศรษฐศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ตลาดจีน อาเซียน อเมริกา และยุโรป เพื่อช่วยกันวางกลยุทธ์และตอบโจทย์ได้ตามสิ่งที่ต้องการ รวมถึงการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ
“เชื่อมั่นว่าทุกคนทำงานเต็มที่ แต่สภาวะที่เรากำลังเผชิญเป็นสภาวะที่วิกฤตซ้อนวิกฤต ทางวิกฤตเศรษฐกิจ ที่เราพยายามปรับโครงสร้างของประเทศ ขณะเดียวกันวิกฤตที่ซ้อนเข้ามา คือภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้นเราต้องปรับตัวมากขึ้น”
เมื่อถามว่ารู้สึกท้อแท้หรือไม่ที่ถูกโจมตีเรื่องปล่อยให้ราคาสินค้าขึ้นราคา นางศุภจีระบุว่า ไม่ท้อแท้ แต่กลับเป็นแรงผลักดันให้ทำงานมากขึ้น ซึ่งตนเข้าใจว่าช่วงปลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเริ่มดีขึ้นจากมาตรการควิกบิ๊กวิน ทำให้ประชาชนมีความหวังมากขึ้น แต่พอมาถึงไตรมาสแรกปีนี้กลับมีวิกฤตตะวันออกกลาง ความหวังคนก็ถูกกระทบจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ความกังวลก็อาจจะกลายเป็นความโกรธ แต่รัฐบาลก็เข้าใจได้ และรัฐบาลจะพยายามดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้ดีที่สุด
นางศุภจีกล่าวว่า ส่วนสถานการณ์ราคาปุ๋ย นั้นต้องมองในสองมิติ คือ เรื่องราคาและความขาดแคลน ซึ่งถือเป็นความกังวลอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องดูแล โดยในส่วนของราคา ย้ำว่าปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุม ขณะนี้ยังไม่มีการขอปรับขึ้นราคา ซึ่งกรมการค้าภายใน ปุ๋ยมีใช้เพียงพอถึงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ แต่สำหรับปุ๋ยล็อตใหม่ที่จะนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซียและบรูไน ต้องยอมรับว่ามีต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น จะต้องมีการปรับราคาใหม่
ขณะที่ ปุ๋ย ที่ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางยังนำเข้ามาไม่ได้ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังโอมาน เพื่อเจรจาขอเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ต้องยอมรับว่าคงยาก เพราะมีปัจจัยของสหรัฐเพิ่มเติม
“ตอนนี้จากตะวันออกกลางที่มีเรืออยู่ 5 ลำ ขณะนี้ยังเข้ามาไม่ได้ ในช่วงที่ผ่านมาพยายามหาปุ๋ยจากแหล่งอื่น อย่างมาเลเซียและบรูไน เพื่อช่วยลดความขาดแคลน” นางศุภจีกล่าว
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปเจรจาซื้อปุ๋ยกับรัสเซีย ดังนั้นในเรื่องการขาดแคลนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะช่วยดูแลและเร่งนำเข้า ส่วนเรื่องราคากระทรวงพาณิชย์จะดูความสมเหตุสมผลตามต้นทุนวัตถุดิบว่าเป็นอย่างไร เมื่อเริ่มมีวัตถุดิบใหม่นำเข้ามา ก็จะต้องมีการพิจารณาดูใหม่ว่าราคาจะเป็นเช่นไร แล้วต้องค่อยๆ ทยอยปรับขึ้น
อย่างไรก็ตาม ราคาปุ๋ยจะปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบ กระทรวงพาณิชย์จะมีการทำโครงการรองรับเช่นโครงการธงฟ้าธงเขียว ซึ่งเป็นทางเลือกช่วยเกษตรกรลดต้นทุนได้ ส่วนปริมาณปุ๋ยมีใช้เพียงพอถึงกลางเดือนพฤษภาคมนี้
สำหรับเรื่องสินค้าขอปรับขึ้นราคาน้ำมันปาล์ม แชมพู และสบู่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณายังไม่มีการอนุญาตปรับขึ้นราคา โดยในส่วนของน้ำมันปาล์ม มีผู้ประกอบการจำนวน 4 ราย ยื่นปรับราคา เบื้องต้นอาจจะต้องมีการเรียกผู้ประกอบการมาหารือ ก่อนปรับราคา โดยจะขอความร่วมมือให้เป็นการทยอยปรับขึ้นราคาและไม่ให้ของขาดตลาดส่วน ส่วนแชมพูกับสบู่ยังไม่ยังไม่อนุญาตให้ปรับขึ้นราคา เนื่องจากอยู่ระหว่างการขอข้อมูล ซึ่งตามขั้นตอนจะใช้เวลาในการพิจารณาปรับราคาภายใน 15 วัน ภายหลังจากมีการยื่นขอปรับ
เมื่อถามว่า ถึงเวลาแล้วใช่หรือไม่ที่ประชาชนต้องยอมรับว่าราคาข้าวของจะเริ่มปรับแพงขึ้น นางศุภจีระบุว่า คงจะเป็นเช่นนั้น เพราะต้องดูต้นทุนวัตถุดิบใหม่ที่เข้ามา โดยเฉพาะสินค้าควบคุม ที่มีสองกลุ่ม คือ ปาล์มน้ำมัน กับสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ขอปรับขึ้นราคา
ส่วนการดูแลเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นนั้น นางศุภจีกล่าวว่า ยังต้องติดตามในเดือนเมษายน คาดว่าผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อเดือนมีนาคมยังติดลบอยู่ สำหรับสถานการณ์ส่งออกของไทย ยังต้องติดตามสถานการณ์เพิ่มเติมเป็นรายเดือน แต่เท่าที่ดูยังส่งออกได้ โดยในตะวันออกกลางยังคงค้าขายกันอยู่

