นักวิชาการ จี้รัฐรักษาวินัยการเงิน ย้ำขยายเพดานหนี้สาธารณะ ต้องเป็น ‘ทางเลือกสุดท้าย’ เท่านั้น
เมื่อวันที่ 21 เมษายน นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า กรณีรัฐบาลมีแผนขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% ของจีดีพีเพื่อรองรับการกู้เงิน 500,000 ล้านบาท ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาวะวิกฤตนั้น ส่วนตัวมองว่าอยากให้เป็นทางเลือกสุดท้ายที่รัฐบาลจะงัดออกมาใช้ ขอให้ใช้เครื่องมือที่มีก่อน จนกว่าจะไม่เหลือตัวเลือกอื่นแล้วจริงๆ เพราะแม้ตอนนี้หนี้สาธารณะจะอยู่สูง แต่ยังพอมีช่องที่ยังไม่ชนเพดาน การจะหากขยับเพดานให้สูงขึ้นไปอีก อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งประเทศไทยถูกปรับลดอันดับแล้วในรอบที่ผ่านมา หากรอบนี้ถูปรับลดอันดับลงอีกจะกลายเป็นภาพลบจริงๆ แล้ว
“จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เผชิญภาวะขยายตัวต่ำแต่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น หรือลักษณะที่คล้ายกับภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจชะลอตัวหรือเติบโตต่ำ โดยมีการคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้เพียง 1% กว่าเท่านั้น ส่งผลให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับประเด็นการบริหารจัดการหนี้สาธารณะของภาครัฐ ในสภาวะปัจจุบันรัฐบาลควรพยายามบริหารจัดการเงินงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แทนที่จะพิจารณาการก่อหนี้เพิ่มเติมเป็นทางเลือกแรก” นายสมชายกล่าว
นายสมชายกล่าวว่า ปัจจุบันเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับใกล้ 70% ซึ่งถือเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Moody’s ได้มีการเตือนและปรับมุมมองต่อประเทศไทยจากระดับเสถียรภาพเป็นลบ ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐบาลต้องเร่งบริหารจัดการวินัยทางการเงินให้ดี หากสถานการณ์ลุกลามจนนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิต (Rating) จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนทางการเงินของประเทศ ทำให้ภาระดอกเบี้ยทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชนปรับตัวสูงขึ้นทันที แม้บางประเทศในยุโรปจะมีสัดส่วนหนี้สาธารณะสูงเกิน 100% ของจีดีพี แต่สิ่งสำคัญคือความสามารถในการชำระคืน ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หากไทยขยายเพดานหนี้แต่เศรษฐกิจไม่โตตามเพื่อมาชดเชย จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อกรอบวินัยทางการเงิน
นายสมชายกล่าวต่อว่า ข้อเสนอแนะคือให้รัฐบาลพิจารณาลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะการอุดหนุนราคาพลังงานหรือน้ำมันในลักษณะเหมาเข่ง โดยเสนอให้ปล่อยราคาเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น และปรับเปลี่ยนเป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบางและจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพื่อให้ประชาชนบางส่วนยอมรับภาระค่าครองชีพตามความเป็นจริง ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณภาครัฐได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ต้องป้องกันความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้ด้วย ส่วนนโยบายประชานิยม อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส หากจะดำเนินการต่อ ควรเป็นในลักษณะที่ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน อาทิ การเน้นเรื่องการ Upskill หรือเพิ่มทักษะให้แก่ประชาชน มากกว่าจะเป็นการแจกเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภคอย่างเดียว ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินที่จ่ายไปเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว
“หากรัฐบาลสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ถึง 3% ตามเป้าหมาย ความจำเป็นในการขยายเพดานหนี้อาจลดลง หรือหากจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้จริงๆ ความสามารถในการชำระคืนที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจจะช่วยรักษาอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไว้ได้ โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยสามารถขยายเพดานหนี้ขึ้นไปได้ แต่การขยายกรอบวินัยทางการเงินเกินกว่าระดับปัจจุบันควรเก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย ในกรณีที่ไม่มีทางออกอื่นจริงๆ เท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาดินพอกหางหมูและผลกระทบเชิงลบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว แต่ไม่ได้ปิดทางเลือกนี้ลงเสียทีเดียว” นายสมชายกล่าว

