สุดยอดบิ๊กโปรเจ็กต์!! พิพัฒน์ ชงเทงบ 1.4 แสนล้าน ซื้อสัมปทานรถไฟฟ้าBTS-BEM มาบริหารเอง
เมื่อวันที่ 21 เมษายน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้านโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าแบบตั๋วร่วมว่า ภายหลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 และพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายลูก ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมมีแผนเดินหน้าซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากภาคเอกชน เพื่อปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเป็นระบบเจ้าของรายเดียว (Single Ownership) โดยโอนรถไฟฟ้าทุกสายมาอยู่ภายใต้การกำกับของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อให้สามารถกำหนดอัตราค่าโดยสารในโครงสร้างเดียวกัน และเชื่อมต่อระบบตั๋วร่วมให้ประชาชนใช้บัตร EMV Contactless ใบเดียวในการเดินทางครอบคลุมทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือโดยสาร
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เพื่อเร่งผลักดันนโยบายดังกล่าว กระทรวงฯ ประเมินว่ากระบวนการจัดทำกฎหมายลูกจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 และจะเริ่มเปิดการเจรจากับเอกชนคู่สัญญาสัมปทาน ได้แก่ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ภายในเดือนพฤษภาคมนี้
“ในเดือน พ.ค.นี้ จะเริ่มเจรจากับเอกชนทั้งสองราย เพื่อหาข้อสรุปแนวทางการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยตั้งเป้าให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสายเริ่มต้นที่ 40 บาทตลอดวัน และเริ่มใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน รวมถึงต้องเชื่อมระบบตั๋วร่วมไปยังรถเมล์และเรือโดยสารด้วย” นายพิพัฒน์กล่าว
ด้านนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติการขนส่งทางรางมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีกฎหมายลูกรวม 77 ฉบับ ขณะนี้บางฉบับมีความพร้อมประกาศใช้ทันที และในวันที่ 23 เมษายนนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายขนส่งทางราง เพื่อพิจารณากฎหมายสำคัญ อาทิ การปรับเกณฑ์ให้เด็กเล็กใช้บริการรถไฟฟ้าโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยขยายเพดานส่วนสูงจาก 90 เซนติเมตร เป็น 120 เซนติเมตร
ด้าน แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้มีการศึกษารูปแบบอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมกับพฤติกรรมการเดินทางของประชาชน โดยกำหนดอัตราเริ่มต้น 40 บาทต่อวัน สำหรับการเดินทางไม่เกิน 40 นาทีต่อเที่ยว และหากใช้เวลาเกิน 40 นาที จะคิดค่าโดยสารเพิ่มอีก 20 บาท รวมเป็น 60 บาทต่อวัน โดยสามารถเดินทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้าทุกสายได้ไม่จำกัดจำนวนเที่ยว
แหล่งข่าว เผยว่า นอกจากนี้ ยังมีแนวทางปรับขึ้นค่าโดยสารปีละ 5 บาท เพื่อลดภาระการอุดหนุนจากภาครัฐ และรักษาเสถียรภาพทางการเงินของระบบขนส่ง อย่างไรก็ตาม การกำหนดอัตราค่าโดยสารใหม่จะดำเนินการได้ต่อเมื่อมีการซื้อคืนสัมปทานจากเอกชน หรือปรับรูปแบบสัญญาจาก PPP Net Cost ซึ่งเอกชนรับภาระการลงทุนและรายได้ มาเป็น PPP Gross Cost ที่รัฐเป็นผู้รับความเสี่ยงด้านรายได้ และว่าจ้างเอกชนเดินรถและบำรุงรักษาแทน
แหล่งข่าว ระบุว่า แนวทางการซื้อคืนสัมปทานจะไม่ใช้เงินสดเพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มภาระหนี้สาธารณะ แต่จะใช้วิธีปรับสัญญาเป็น PPP Gross Cost เพื่อให้รัฐถือครองสิทธิสัมปทาน ขณะที่เอกชนยังคงมีบทบาทเป็นผู้ให้บริการเดินรถตามระยะเวลาสัญญาเดิม และสามารถนำสัญญาใหม่ไปใช้เป็นหลักประกันทางการเงินได้ ปัจจุบัน กระทรวงคมนาคมได้ประเมินมูลค่าสินทรัพย์และสัญญาการเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) ภายใต้สัมปทานของ BTS และ BEM รวมมูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการเจรจาปรับโครงสร้างสัมปทานในระยะต่อไป

