เอกนิติ ไม่ติด รัฐบาลจะกู้ แต่ต้องมีเป้าชัด เอาเงินมาทำอะไร เผยต้องตัดงบไม่จำเป็นก่อน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ถึงประเด็นร้อน เรื่องการเตรียมการออกพระราชกำหนดกู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาดูแลเศรษฐกิจ และการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% ของ GDP รวมถึงกระแสการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ว่า วันนี้ (20 เมษายน) เพิ่งกลับมา (จากไปร่วมประชุมประจำปีผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ) สิ่งที่เรียกทีมมาคุยวันนี้คือ หนึ่ง มาพิจารณาเรื่องที่ตนไปหารือกับที่โน่นมา จากการคุยกับธนาคารโลก IMF และสถาบันจัดอันดับเครดิต ก็ได้คุยถึงเรื่องความจำเป็นว่าในช่วงนี้ที่ประเทศต่าง ๆ ถูกกระทบ เขามีวิธีการบริหารจัดการอย่างไร ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เขาบริหารจัดการที่ตนนำไปพูด
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า คือเรื่อง 4 T คือ “1.Target” ต้องช่วยเยียวยากลุ่มเปราะบาง ซึ่งสิ่งที่ได้รับการตอบรับสูงมาก นอกจากเรื่องเยียวยา คือ “2.Transition” การเปลี่ยนผ่าน “3.Transform” ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และสุดท้าย “4.Together” คือต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่าง ทั้งกู้เงิน ไม่กู้เงิน เช่น พูดถึงเรื่องการช่วยเหลือของภาคเอกชนอย่าง IMF ธนาคารโลก เขาก็เตรียมเงินสำหรับประเทศที่ไม่สามารถกู้เองได้ เขาก็ทำตัวเลขให้ดูเลย ประเทศที่ไม่สามารถกู้เองได้ IMF ก็จะเข้าไปช่วย
“ฉะนั้นในมุมนี้สิ่งที่ผมนำมาพิจารณาในวันนี้ เพราะได้มีโอกาสคุยกับสถาบันจัดอันดับเครดิต 3 แห่ง ซึ่งทุกคนไม่ได้ติดในเรื่องว่าจะกู้หรือไม่กู้ ที่สำคัญคือกู้เอาไปทำอะไร ฉะนั้นวันนี้ที่ผมเรียกมาคุยก็เอามาดูว่า ที่คุยกันอยู่ หนึ่ง คืองบประมาณรายจ่าย ต้องตัดงบฯ ที่ไม่จำเป็นก่อน”นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า โดยนโยบายที่ท่านนายกฯ ให้คือตัดงบฯ ที่ไม่จำเป็น งบฯ ดูแล งบฯ เดินทาง งบฯ พัฒนาจังหวัด งบฯ ก่อสร้างที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะที่จะก่อสร้างตึกใหม่อะไรทั้งหลาย วันนี้ต้องเอามาดูแลประชาชนก่อน เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำ ผมก็มาดูว่างบฯ ปี 2570 จะตัดอะไรได้บ้าง เพื่อดูว่าเราจะเอาเงินเหล่านี้มาช่วยทำ 4 T นี้ได้อย่างไร ช่วยคน เอาประชาชนเป็นที่ตั้งก่อน
“ส่วนเรื่องกู้วันนี้ก็ได้พิจารณา โดยเอาสิ่งที่ผมได้คุยกับเรตติ้งเอเจนซี่มาดู ว่าความจำเป็นถ้าเราจะมาใช้โจทย์ของเขาคือเอามาใช้ทำอะไร ดังนั้นวันนี้ที่เรามาพิจารณาก็คือ 1.ช่วยกลุ่มเปราะบาง ซึ่งทุกคนเห็นด้วยหมด 2.สิ่งที่จะทำเพิ่มเติม คือ ทำเรื่อง Transition ส่วนถามว่าจะออกมาเป็น พ.ร.ก.หรือไม่ ผมกำลังให้ทีมดูเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญอยู่ วันที่ 21 เม.ย.นี้คงได้หารือกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีด้วย” นายเอกนิติ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เพดานเงินกู้ที่ปริ่มแล้วจะขยายหรือไม่? นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ของ GDP เราเหลือพื้นที่อยู่ 4% ซึ่ง 1% ก็ประมาณ 2 แสนล้านบาท ดังนั้น 4% ก็ 8 แสนล้านบาท ก็คุยกันอยู่ว่าเราจำเป็นต้องขยายเพดานไหม ถ้าเรากู้ไม่ถึง 8 แสนล้านบาทก็อาจจะยังไม่จำเป็น
ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วของปี 2570 จะเป็นอย่างไร? นายเอกนิติ กล่าว่า ก็ต้องมาดูทั้งของปี 2569 และปี 2570 ด้วย ก็ต้องดูทั้งหมด แต่ว่าเรื่องเพดานไม่ได้สำคัญ ผมมองว่าไปเทียบกับ IMF หลาย ๆ ประเทศ ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะ 66% ของ GDP ยุโรปประมาณกว่า 100% ของ GDP ประเทศเราเทียบกับในอาเซียนของเราก็ไม่ได้สูงกว่าคนอื่น จริง ๆ IMF เขาดูหนี้ของรัฐบาลกลางเป็นหลัก แต่ของเรารวม Public รวมหนี้รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ รวม FIDF (กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน) ด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า รองนายกฯ พูดชัดเจนว่าจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท? นายเอกนิติ เดี๋ยววันที่ 21 เม.ย.ผมจะคุยกับนายปกรณ์ เพราะวันนี้มันมีพัฒนาการใหม่ ผมต้องดูด้วย เรื่อง 5 แสนล้านบาทยังไม่ได้บอก ว่าจะต้องเป็นเท่าไหร่ รวมถึงเรื่องออก พ.ร.ก.ก็เหมือนกัน ต้องมาดูด้วยว่า เราจะมีเม็ดเงินเท่าไหร่ จากการปรับโอนงบฯ มาด้วย ผมให้ไปทำตัวเลข ดูที่จะตัดโอนงบฯ มาด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะสรุปได้เมื่อไหร่ เพราะมีข่าวแล้วว่าจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน? นายเอกนิติ กล่าวว่า อันนี้เขาก็ต้องเตรียมตัวไว้ก่อน ในมุมความจำเป็นของกฎหมายก็ต้องเตรียมไว้ แต่ความจำเป็นต้องดู 2 เรื่อง ความจำเป็นของกฎหมาย กับความจำเป็นต้องใช้เงิน วันนี้ก็สรุปว่า เราต้องดูความสมดุล ทุกมิติ แต่การกู้หรือไม่กู้ ไม่สำคัญเท่ากับว่ากู้มาทำอะไร แล้วการกู้แบบมี strategy (กลยุทธ์)
“ซึ่งผมให้นโยบายชัดเจนว่า ถ้าเราจะกู้มาเราต้องชัดเจนว่าจะกู้ไปทำอะไร เช่น กู้เอาไปดูแลกลุ่มเปราะบาง และสองคือกู้มาทำเรื่อง Transition ก็คือช่วยคนให้เปลี่ยนผ่าน จากสิ่งที่เราพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเยอะมากก็ต้องเปลี่ยนผ่าน ซึ่งตรงนี้ได้รับการยอมรับมากจากการประชุมธนาคารโลก IMF” นายเอกนิติ กล่าว
ส่วน VAT จะปรับขึ้นไหม? นายเอกนิติระบุว่า “เดี๋ยวค่อยคุยกัน”
ขอบคุณประชาชาติ

