เอดีบีชี้ศก.อาเซียนชะลอจากสงคราม
ที่สำนักงานธนาคารพัฒนาเอเชีย ธนาคารพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) เปิดเผยรายงานวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในภูมิภาคมีแนวโน้มชะลอตัวลงในปี 2569 ภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งภาวะการค้าโลกที่ชะลอและความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต และภาคการท่องเที่ยว
ทั้งนี้จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 10 เมษายน 2569) อ้างอิงสมมติฐานสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่าจะคลี่คลายภายใน 1–2 เดือน อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนส่วนใหญ่จะเผชิญภาวะชะลอตัว เนื่องจากปี 2568 มีการเติบโตที่สูงจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยสามารถแบ่งกลุ่มประเทศได้ดังนี้
1.กลุ่มฟื้นตัว (Unique Recovery) อย่าง ประเทศบรูไน เป็นประเทศเดียวที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ดี เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันและไฮโดรคาร์บอนเป็นหลัก ทำให้ได้รับอานิสงส์จากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
2.กลุ่มเปราะบางภายนอก (External Exposure) ไทย กัมพูชา และเวียดนาม มีแนวโน้มชะลอตัวลงเนื่องจากพึ่งพาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสูง เมื่อเผชิญกับวิกฤตตะวันออกกลางที่กระทบต่อต้นทุนการขนส่งและการท่องเที่ยว จึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3.กลุ่มเปราะบางภายใน (Internal Fragility) ลาว ยังคงประสบปัญหาเสถียรภาพทางการเงิน หนี้สาธารณะสูง และเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ เมียนมา ถูกกดดันจากปัจจัยทางการเมืองเป็นหลัก
4.กลุ่มพึ่งพาอุปสงค์ในประเทศ (Domestic Demand) ฟิลิปปินส์ แม้จะมีแรงหนุนจากการบริโภคในประเทศ แต่ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงกว่าไทย เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนที่สูงมาก
คาดศก.ไทยจะฟื้นตัวปี70
สำหรับประเทศไทย เอดีบี มองว่าในปี 2569 เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงก่อนและคาดว่ากลับมาฟื้นตัว (Pick up) ได้อีกครั้งในปีถัดไป (2570) โดยปัจจัยสำคัญคือวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบผ่านช่องทางหลักดังนี้ 1.ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและสินค้าเกษตร (ปุ๋ย/ขนส่ง) ซึ่งจะทยอยดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้สูงขึ้น หากรัฐบาลไม่มีมาตรการอุดหนุนราคาที่มีประสิทธิภาพ จะกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนในประเทศทันที
2.ภาคการท่องเที่ยว แม้นักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มกลับมาขยายตัว แต่กลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปและกลุ่มเดินทางระยะไกล (Long-haul) เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวจากค่าโดยสารเครื่องบินที่แพงขึ้นและการยกเลิกเที่ยวบินเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้ง 3.การส่งออก ภาพรวมชะลอตัวตามภาวะการค้าโลก ยกเว้นกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ยังคงขยายตัวได้ดี
แนะรัฐเน้นช่วยเฉพาะกลุ่ม
แม้เศรษฐกิจจะมีความเสี่ยง แต่ เอดีบี ยืนยันว่า เสถียรภาพภายนอก (External Stability) ของไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงเกินดุลอย่างต่อเนื่อง แม้จะลดลงบ้างในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่เงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงเพียงพอต่อการชำระหนี้ต่างประเทศทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้น เอดีบี ให้ความเห็นต่อนโยบายรัฐบาลไทยว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ในระดับค่อนข้างสูง (ประมาณ 61% ของ GDP) รัฐบาลจึงต้องเริ่มปรับนโยบายให้เป็นลักษณะ Targeted หรือการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมายและมีระยะเวลาที่ชัดเจนมากขึ้น มากกว่านโยบายแบบหว่านแห ซึ่ง เอดีบี มองว่าเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลในการรักษาวินัยทางการคลังและพยุงค่าครองชีพประชาชนในระยะเวลาที่จำเป็น
ห่วงไทยแนวโน้มผลิตลดลง
นอกจากนี้ เอดีบี แสดงความกังวลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย หลังพบแนวโน้มผลิตภาพการผลิต (Productivity) ลดลงอย่างต่อเนื่องจากปัญหาการใช้เทคโนโลยีที่ล้าสมัยและผลกระทบของสังคมสูงวัย แม้ไทยจะมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานและเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยน “ยอดอนุมัติ” ให้กลายเป็น “เม็ดเงินลงทุนจริง” (Actual Flow) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างพลังงานสะอาดและ AI ที่มีการแข่งขันสูงในอาเซียน
ทั้งนี้เพื่อแก้โจทย์ดังกล่าว เอดีบี แนะรัฐบาลเร่งใช้มาตรการเชิงรุกอย่าง “BOI Fast Pass” เพื่อลดอุปสรรคทางราชการและเร่งรัดขั้นตอนการดำเนินงานให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงที่เน้นความเร็วในการทำตลาด อย่างไรก็ตาม เอดีบี ย้ำว่ามาตรการระยะสั้นนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปโครงสร้างแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับทักษะให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมยุคใหม่ และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเข้ามาตั้งฐานการผลิตถาวรในไทยในระยะยาว

